ปุ๋ยเคมี (32)
 โรคพืช (43)
 สารกำจัดแมลง (42)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (20)
 สารชีวภัณฑ์ (9)
 เมล็ดพันธุ์ผัก (236)
 เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ (54)
 อุปกรณ์การเกษตร (0)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (20)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (45)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (6)
 กระเจี๊ยบ (3)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (7)
 กระหล่ำปลี (19)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (34)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (13)
 กะหล่ำดอก (7)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (37)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (17)
 ข้าวโพดหวาน (3)
 ข้าวโพด (15)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (48)
 ขิง (2)
 คะน้า (26)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (21)
 งา (1)
 เงาะ (12)
 ชบา (24)
 ชมพู่ (11)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (37)
 แตงกวา (35)
 แตงโม (20)
 แตงร้าน (11)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (35)
 ถั่วลันเตา (25)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (12)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปทุมมา (1)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (9)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (26)
 ผักโขม (2)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (18)
 ฝ้าย (10)
 พริก (34)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (2)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (23)
 แฟง (2)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (28)
 มะเขือเทศ (25)
 มะเขือเปราะ (15)
 มะเขือยาว (17)
 มะนาว (14)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (39)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (5)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (10)
 มังคุด (15)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (33)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (3)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (24)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (25)
 ลิ้นจี่ (19)
 ลีลาวดี (28)
 ว่าน (3)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (20)
 สละ (3)
 สับปะรด (30)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (28)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (12)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (5)
 เจียไต๋ (204)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (38)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ไดนามิคพันธุ์พืช (1)
 ที เอ บี อินโนเวชั่น จำกัด (1)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยกรีนอะโกร จำกัด (5)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (11)
 เมโทรซีดการเกษตร (75)
 ลัดดา (68)
 อีสท์ เวสท์ ซีด (21)
 อื่นๆ (0)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

มะเขือเทศ

  
มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกอายุเพียง 1 ปี ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน บางใบเล็กรียาว บางใบกลมใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวประมาณ 5-6 กลีบ ผลเป็นผลเดี่ยว มีขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกลีบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกจะมีสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

ชื่อสามัญ/ชื่ออังกฤษ : Tomato
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculuentum Mill.
วงศ์: Solanaceae
ชื่ออื่น/ชื่อถิ่น : มะเขือ (ทั่วไป) มะเขือส้ม (ภาคเหนือ) ตรอบ (สุรินทร์) น้ำเนอ (เชียงใหม่)ตีรอบ (เขมร) ฮวงเกีย (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       ราก มะเขือเทศมีระบบรากเป็นแบบรากแก้ว มีรากแขนงเจริญไปตามแนวนอนไปได้ไกลถึง 60 เซนติเมตร และสามารถเจริญในแนวดิ่งได้ลึกประมาณ 100-120 เซนติเมตร อีกทั้งยังสามารถเกิดรากได้ทั่วๆไปตามลำต้นที่สัมผัสกับผิวดิน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของมะเขือเทศ

       ลำต้น ตั้งตรง มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยกึ่งเลื้อย ความสูง 50-150 ซม. แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นสีเขียว ขน นุ่มปกคลุม และมีเมือกเหนียวมือ

       ใบ   เป็นใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน บางใบเล็กรียาว บางใบกลมใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ บริเวณซอกใบ   ก้านใบยาว 3-5 ซม. มีใบย่อย 5-9 ซม. ใบย่อยรูปสามเหลี่ยม ขอบใบจัก แผ่นใบขรุขระเล็กน้อย มีขนนุ่มปก คลุมสีเขียวเข้ม ขนาดใบย่อยกว้าง2-4 ซม. ยาว 3-6 ซม

       ดอก ดอกเกิดเป็นช่อบนลำต้นระหว่างข้อ ดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5-10 กลีบ มีกลีบดอก 5กลีบ สีเหลือง รูปร่างคล้ายหอกเชื่อมติดกันที่โคน เมื่อดอกบานกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะโค้งออก กลีบเลี้ยงตอนแรกจะสั้นกว่ากลีบดอก แต่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผลแก่มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ประกอบด้วยอับเรณูใหญ่และก้านอับเรณูสั้น อยู่รอบเกสรตัวเมีย

       ผล เป็นผลเดี่ยว รูปทรงของรูปผลมีตั้งกลมจนถึงรี มีขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกลีบเป็นมัน สีของผลจะขึ้นอยู่กับเม็ดสี 2 ชนิด คือ ไลโคปีน(Lycopene) ซึ่งทำให้เกิดสีแดงและแคโรทีน(Carotene) ทำให้เกิดสีเหลืองแดง ส้ม และสีน้ำตาลอ่อน  เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว ภายในมีเมล็ดเรียง ตัวเป็นช่อง ๆ และมีเมือกวุ้นห่อหุ้มเมล็ด

       เมล็ด รูปค่อนข้างกลมแบนสีน้ำตาลอ่อน ขนาด 0.2-0.5 ซม. มีขนสั้น ๆ โดยรอบมีเป็นจำนวนมาก


พันธุ์ของมะเขือเทศ
พันธุ์มะเขือเทศสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ แบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น และการเกิดช่อดอกและอีกประเภทหนึ่งคือ แบ่งการตามใช้ประโยชน์ ซึ่งการแบ่งแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้คือ
1. การแบ่งพันธุ์มะเขือเทศตามลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น และการเกิดช่อดอก
การแบ่งด้วยวิธีนี้สามารถแบ่งมะเขือเทศออกได้เป็น2 ประเภทใหญ่คือ
       พันธุ์พุ่ม หรือพันธุ์ไม่ทอดยอด (Determinate type) เป็นพันธุ์ซึ่งมีลำต้นลักษณะเป็นพุ่ม ช่อดอกเกิดได้ทุก2ข้อของลำต้น และส่วนปลายจะกลายเป็นช่อดอกแทน และมีมะเขือเทศพันธุ์ นี้ส่วนมากจะออกดอกในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจึงทำได้สะดวก คือสามารถเก็บได้พร้อมกันตัวอย่างมะเขือเทศพันธุ์พุ่ม
       พันธุ์เลื้อยหรือพันธุ์ทอดยอด (Indeterminate type) เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นเลื้อย ไม่มีดอกที่ปลายยอด ตามปกติต้นจะทอดยอดออกไปเรื่อยๆ นอกจากในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเท่านั้นยอดจะชะงักการเจริญเติบโต ช่อดอกเกิดทุกๆ 3ข้อ การปลูกมะเขือเทศพันธุ์นี้ต้องทำค้างโดยใช้ไม้ปักหรือเชือกพลาสติกขึงเพื่อค้างเพื่อช่วยให้ผลมีคุณภาพดีขึ้น ไม่เปื้อนดิน ไม่ถูกทำลายจากความชื้น โรคและแมลงในดินแต่ในบางแห่งที่มีค่าจ้างแรงงานสูง และต้องลงทุนสูงในการทำค้างที่ปล่อยให้เลื้อยไปตามดิน โดยไม่ทำค้างแต่ใช้วัสดุคลุมดินแทน เช่น ฟางข้าวเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลของมะเขือเทศ ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีเช่นกันตัวอย่างมะเขือเทศพันธุ์เลื้อยได้แก่ พันธุ์สีดา ฟลอราเดลและอื่นๆ
2.การแบ่งพันธ์มะเขือเทศตามประเภทการใช้ประโยชน์
แบ่งออกได้ 2 ประเภทดังนี้
       พันธุ์บริโภคสด มะเขือเทศชนิดนี้มีทั้งแบบมีผลขนาดเล็กนิยมสีชมพูมากกว่าสีแดง สำหรับ  ผลขนาดใหญ่ลักษณะผลกลมคล้ายแอปเปิ้ลผลสีเขียวเมื่อสุกจะมีสีแดงจัดเนื้อหนาแข็ง เปลือกไม่เหนียวและผลไม่กลวงพันธุ์ที่ใช้ปลูกเพื่อบริโภคสดมีหลายพันด้วยกัน เช่น พันธุ์ สีดา พันธุ์ฟลอราเดล เป็นต้น
       พันธุ์อุตสาหกรรม ลักษณะมะเขือเทศพันธุ์อุตสาหกรรม
1) เป็นมะเขือเทศพันธุ์เนื้อ มีรสเปรี้ยวจัด มีเปอร์เซ็นกรดสูง
2) เป็นพันธุ์ที่มีผลสุกพร้อมๆกันเกือบทั้งต้น ทำการเก็บเกี่ยวเพียง 2-3 ครั้ง
3) เป็นพันธุ์พุ่ม
4) เป็นพันธุ์แน่นเปลือกเหนียว ไม่แตกซ้ำง่ายในขณะขนส่ง
5) ผลสุกมีสีแดงจัดทั้งผล
6) ขนาดและรูปร่างของผลสม่ำเสมอ
7) กลีบรองดอกที่ติดผล แยกหลุดจากผลได้ง่ายขณะเก็บเกี่ยว
8) มีความทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี
9) ผลผลิตต่อไร่สูง



การปลูกมะเขือเทศและการดูแลรักษา

สภาพอากาศที่เหมาะสม
ฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตของมะเขือเทศในประเทศไทย โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18 - 28องศาเซลเซียส ซึ่งต้นแข็งแรงและติดผลมาก ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงจะทําให้ผลผลิตและคุณภาพลดลงทําให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ปัญหาการปลูกมะเขือเทศในฤดูฝน คือ ฤดูฝนจะมีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของโรคหลายชนิด และมะเขือเทศบางพันธุ์ผลจะแตกง่ายเมื่อฝนตก ถ้าต้องการจะปลูก
มะเขือเทศในฤดูฝนสิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือ
1. เลือกพื้นที่ปลูกที่สูง มีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ
2. ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.5 - 6.8
3. ใช้พันธุ์ที่เหมาะสม คือ ให้ผลดกในฤดูฝน และฤดูร้อน
4. มีการปฏิบัติรักษาอย่างถูกต้อง คือ เตรียมดิน ใส่ปุ๋ยให้ถูกต้อง ฉีดพ่นสารสมุนไพรที่ใช้ป้องกันกําจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ ไม่ปล่อยให้โรคทําลายก่อนแล้วจึงป้องกันกําจัด

สภาพดินและการเตรียมดินปลูก
ดินที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศมากที่สุดควรเป็นดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูง และมีการระบายน้ำดีความเป็นกรดเป็นด่างของดินประมาณ 4.5 -6.8 ถ้าดินเป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไปจะทําให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไปจนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อต้นพืช
การปลูกมะเขือเทศโดยทั่วไปไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมหรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมาก่อน เช่น พริก มะเขือ และยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคต่างๆ เช่น โรคโคนเน่าสะสมอยู่ในดินซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเกิดเป็นโรคได้ง่าย
การเตรียมดินสําหรับปลูกมะเขือเทศต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ดินต้องมีการระบายน้ำดี กําจัดวัชพืชออกให้หมด เพราะวัชพืชนอกจากจะแย่งน้ำ อาหารและแสงแดดแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย ดังนั้น ถ้าหากมีการเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกจะเป็นการป้องกันการงอกของวัชพืชไปได้นาน การเตรียมดินควรไถดินให้ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ถ้าใช้เครื่องทุ่นแรงหรือรถไถ ควรไถ 2 ครั้ง โดยใช้ผาล 4 และผาล 7 ไถย่อยดินไปมาและ ตากดินให้แห้ง 3-4 อาทิตย์แล้วย่อยดินให้ละเอียดพอสมควร เพราะมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี  ถ้าหากดินเป็นกรดให้ใช้ปูนขาวหว่านประมาณ 100-300 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใช้ปูนขาวหว่านและคลุกเคล้ากับดินหรืออาจจะหว่านก่อนการเตรียมดินครั้งสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามควรใส่ปูนขาวก่อนปลูกประมาณ 2-3 อาทิตย์

การเพาะกล้า
การเพาะกลาทำได้ 3 วิธีคือ
1. กระบะเพาะ นิยมใช้กรณีที่ต้องการต้นกล้าจํานวนไม่มากนัก การเพาะกล้าโดยวิธีนี้จะสามารถเพาะได้ดีเนื่องจากใช้ดินจํานวนน้อย สามารถนําดินมาอบฆ่าเชื้อโรคก่อนทําการเพาะได้ โดยอบด้วยไอน้ำร้อน หรือตากดินที่จะใช้เพาะให้ดีก่อนประมาณ 3-4 อาทิตย์ หรือเลือกดินที่ปราศจากโรคมาเป็นส่วนผสมโดยสังเกตว่าดินนั้นปลูกพืชแล้วพืชไม่เคยเป็นโรคมาก่อนหรือเป็นดินที่ไม่เคยปลูกพืชมาก่อนเลยก็ใช้ได้
กระบะที่ใช้เพาะเมล็ดควรมีขนาดประมาณ 45-60 เซนติเมตร (หรือภาชนะที่พอจะหาได้)ลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร มีรูระบายน้ำได้ใส่ดินที่ร่อนแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรับผิวหน้าดินให้เรียบแล้วโรยเมล็ดเป็นแถว โดยการใช้ไม้ทาบเป็นร่องเล็กๆ ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 5-7 เซนติเมตร แล้วกลบเมล็ดด้วยแกลบหรือทรายบางๆ รดน้ำให้ชุ่มและใช้สารป้องกันกําจัดแมลงศัตรูพืช พด.7 เจือจางด้วยน้ำในอัตรา 1:500 ฉีดพ่นอีกทีหนึ่ง เพื่อป้องกันมดคาบเมล็ดไปกิน เมื่อกล้าอายุได้ 15 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ ให้ย้ายกล้าลงใส่ถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว ซึ่งบรรจุดินผสมอยู่จนกระทั่งกล้าสูงประมาณ 30 เซนติเมตร หรือมีอายุ 30-40 วันจึงทําการย้ายกล้าลงแปลงปลูก โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติกให้ขาดเพื่อไม่ให้รากกระทบกระเทือนก่อนที่จะย้าย 2-3 วัน อาจใช้โพแทสเซียมคลอไรด์อัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บรดเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง แต่ก่อนย้ายกล้าควรงดการให้น้ำ 1 วัน เพื่อให้ดินในถุงจับตัวกันแน่น ทําให้สะดวกต่อการย้ายกล้า อย่างไรก็ตามเมื่อกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ หากไม่ย้ายกล้าลงถุงพลาสติกก็ควรชําต้นกล้าให้เป็นแถวในแปลงชํา โดยเตรียมดินให้ร่วนซุยด้วยการใส่ปุ๋ยคอกในอัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร ขนาดแปลงชํากว้าง 1 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และปริมาณของต้นกล้า ระยะปลูกระหว่างแถว 10เซนติเมตร และเมื่อกล้าสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ก็ย้ายลงแปลงปลูกจริง โดยก่อนย้ายจะต้องรดน้ำในแปลงชําให้ชุ่มเสียก่อน เพื่อความสะดวกในการถอนต้นกล้าและรากต้นกล้าจะไม่ขาดหรือถูกกระทบกระเทือนมากนัก
2. แปลงเพาะ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าเป็นจํานวนมาก สําหรับขนาดของแปลงเพาะก็เช่นเดียวกับแปลงชํา คือ ขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่หรือปริมาณกล้าที่ต้องการทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร ผสมดินด้วยปุ๋ยคอกและทรายตามอัตราส่วน 3 : 1 ทําการเพาะเมล็ดโดยโรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร เมื่อกล้ามีอายุ 20 - 25 วันหรือมีใบจริง 2 - 3 ใบก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้  แปลงเพาะควรมีตาข่ายหรือผ้าดิบคลุมแปลง เพื่อป้องกันแดด ลม และฝนซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ต้นอ่อนได้ โดยเปิดผ้าคลุมแปลงให้รับแสงแดดในช่วงเช้าถึง 3 โมงเช้าและเปิดอีกครั้งเมื่อ 4 โมงเย็น ในกรณีที่หาวัสดุหรือผ้าคลุมแปลงไม่ได้และไม่ใช่ฤดูฝน อาจจะใช้ฟางข้าวใหม่มาคลุมบางๆ หลังจากโรยเมล็ดและกลบดินเรียบร้อยแล้ว เมื่อเมล็ดงอกจึงค่อยๆ ดึงฟางออกบ้างเพื่อให้ต้นกล้าโผล่พ้นฟางได้ง่ายและต้นกล้าแข็งแรงมากขึ้น
3. ถาดเพาะกล้า เป็นวิธีเพาะกล้าที่สะดวกและพัฒนาจากวิธีการเพาะกล้าในกระบะเพาะโดยเตรียมเพาะเมล็ดมะเขือเทศลงในถาดเพาะกล้าพลาสติก เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ 20 วัน จึงเตรียมย้ายปลูกลงแปลง โดยใช้มือบีบด้านล่างสุดของถาดหลุม ต้นกล้าจะหลุดออกมาจากถาดพร้อมดินปลูกทําให้ต้นกล้ามะเขือเทศไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก

 

การปลูก
แปลงปลูกควรไถพรวนและปรับระดับดินให้เรียบสม่ำเสมอกันแล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร และเพื่อป้องกันวัชพืชขึ้น รวมทั้งรักษาความชื้นในแปลง ควรคลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกทึบแสงและเจาะรูเฉพาะหลุมปลูกให้ปลูกเป็นแถวคู่ ระยะระหว่างแถว 70เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหนึ่งกระป๋องนมต่อหลุม ปุ๋ยสูตร15-15-15 อัตรา 20 กรัมต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงย้ายกล้าลงหลุมปลูกหลุมละ 1-2 ต้น กลบดินให้เสมอระดับผิวดิน อย่าให้เป็นแอ่งหรือเป็นหลุมในช่วงฤดูฝน เพราะจะทําให้น้ำขังและต้นกล้าเน่าตายได้ แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาวหรือฤดูแล้งควรจะกลบดินให้ต่ำกว่าระดับหลุมเล็กน้อย สําหรับการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ต้องเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะดีคือ มีต้นแข็งแรง ปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงชํามาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อนคือ ในตอนบ่ายหรือเย็น เมื่อย้ายเสร็จแล้วให้รดน้ำตามทันที จะทําให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้นและเปอร์เซ็นต์การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าที่ชําในถุงพลาสติก สามารถย้ายลงแปลงได้ทุกเวลา ต้นกล้าจะตั้งตัวได้เรวและรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์หลังจากย้ายกล้าแล้วรดน้ำกล้าให้ชุ่มทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงควรรดน้ำเพียงวันละครั้ง ในบางแห่งอาจจะให้น้ำแบบเข้าตามร่องแปลงจนชุ่ม แล้วปล่อยน้ำออก วิธีนี้สามารถทําให้มะเขือเทศได้รับน้ำอย่างเต็มที่และอยู่ได้ 7 -10 วัน
การพรวนดินกลบโคนต้น
เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว ในแปลงที่ไม่ได้คลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกทึบแสง ควรทําการพรวนดินกลบโคนต้น โดยเปิดเป็นร่องระหว่างแถว เพื่อให้การให้น้ำ ทําได้สะดวก น้ำไม่ขัง และทําให้รากมะเขือเทศเกิดมากขึ้น ซึ่งจะทําให้ลําต้นมีความแข็งแรง หลังจากพรวนดินกลบโคนครั้งแรกแล้ว 1เดือน ให้ทําการกลบโคนอีกครั้งหนึ่ง

การให้น้ำ
มะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลมีการเปลี่ยนสี)หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลงมิฉะนั้นอาจทําให้ผลแตกได้ นอกจากนี้การรดน้ำมากเกินไปจะทําให้ดินชื้น ซึ่งจะทําให้เชื้อราสาเหตุโรคเน่าเจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าหากมะเขือเทศขาดน้ำและให้น้ำอย่างกระทันหันก็จะทําให้ผลแตกได้เช่นกัน

การใส่ปุ๋ย
นอกจากจะใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้ว การปลูกมะเขือเทศจําเป็นจะต้องมีปุ๋ยเคมีเสริมด้วยเพื่อให้คุณภาพและผลผลิตของมะเขือเทศสูงขึ้น สําหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินแต่ละพื้นที่ เช่น สภาพดินเหนียว ปุ๋ยเคมีที่ใช้ควรมีไนโตรเจนและโพแทสเซียมเท่ากัน ส่วนฟอสฟอรัสให้มีอัตราสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรือ 15-30-15 ถ้าเป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงขึ้นแต่ไม่สูงกว่าฟอสฟอรัส เช่น สูตร 10-20-15 ส่วนดินทรายเป็นดินที่ไม่ค่อยมีธาตุโพแทสเซียม จึงควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียม สูงกว่าตัวอื่น เช่น สูตร 15-20-2013-13-21 และ 12-12-17 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการปลูกมะเขือเทศนอกฤดูจะต้องใช้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูงเนื่องจากมะเขือเทศจะต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากในสภาพอุณหภูมิของอากาศสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถหาปุ๋ยสูตรดังกล่าวข้างต้นได้ ก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการแบ่งใส่ 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูก 7 วัน
ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งที่หนึ่ง 15 วัน
ครั้งที่ 3 หลังจากครั้งที่สอง 20 วัน

การปักค้าง
พันธุ์มะเขือเทศที่ทอดยอดหรือพันธุ์เลื้อยจําเป็นจะต้องมีการปักค้าง โดยใช้ไม้หลักปักค้างต้นก่อนระยะออกดอก ใช้เชือกผูกกับลําต้นให้ไขว้กัน และผูกเงื่อนกระตุกกับค้าง เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี สะดวกต่อการดูแลรักษา สามารถฉีดสารป้องกันกําจัดโรคแมลงได้อย่างทั่วถึง และผลไม้สัมผัสดิน ทําให้ผลสะอาด สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะเขือเทศ แต่โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อย้ายปลูกได้ประมาณ 30-45วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอก และจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 70-90 วัน ซึ่งระยะเริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน
อายุของผลที่เก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการปลูกเป็นสําคัญ หากเป็นการปลูกเพื่อส่งตลาดสดจะต้องเก็บในระยะที่ไม่แก่จัด คือ ในระยะที่ผลเป็นสีเขียวและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อๆ และการเก็บเกี่ยวต้องให้ขั้วผลติดมาด้วย เหตุที่ต้องเก็บผลในระยะที่ไม่แก่จัดเนื่องจากทําให้ทนทานต่อการขนส่ง และเมื่อมะเขือเทศถึงมือผู้บริโภคหรือวางขายในตลาดก็จะเริ่มสุก (ผลมีสีส้มหรือสีแดง)พอดี


ส่วนการเก็บเกี่ยวผลมะเขือเทศที่ส่งโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ต้องเก็บในระยะผลสุกเป็นสีแดงหรือสีส้มทั้งผล (ขึ้นอยู่กับพันธุ์มะเขือเทศ) และเก็บไม่ให้มีขั้วผลติดมากับผล หากผลไม้สุกแดงและมีขั้วผลติดมาด้วย โรงงานอุตสาหกรรมจะคัดทิ้ง เนื่องจากเมื่อนําไปทําผลิตภัณฑ์แล้วจะทําให้คุณภาพและสีของผลิตภัณฑ์เสีย ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ


โรคพืชในมะเขือเทศ

1.โรคใบจุดวง
ชื่ออื่น  : Early blight
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Alternaria solani

ลักษณะอาการ
สังเกตได้จากใบแก่เริ่มจากเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล แผลค่อนข้างกลมแล้วขยายใหญ่ ออกไป การขยายตัวของจุดจะปรากฏรอยการเจริญของแผลเป็นวงสีน้ำตาลซ้อน ๆ กันออกไป ถ้าเกิดบนกิ่ง ลักษณะแผลรียาวไปตามลำต้น สีน้ำตาลปนดำเป็นวงซ้อน ๆ กัน ผลแก่ที่เป็นโรคแสดงอาการที่ขั้วผลเป็นแผลสีน้ำตาลดำ และมีลักษณะวงแหวนเหมือนบนใบ
การแพร่ระบาด
เชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ โรคนี้จะเกิดมากในสภาพที่ความชื้นและ อุณหภูมิสูง ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาดของโรคมาก ๆ จะทำให้อาการจุดวงขยายตัวอย่างรวดเร็วจนต่อเนื่องกันเกิดเป็นอาการใบแห้ง
การป้องกันกำจัด
1. คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถกำจัดเชื้อสาเหตุที่ติดมากับ เมล็ดพันธุ์ได้ เช่น แมนโคเซบ ไอโพรไดโอน
2. ถ้าระบาดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น ไอโพรไดโอน คลอโรทาโลนิล

2. โรคใบจุด
       ชื่ออื่น : Leaf spot
       สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Corynespora  cassiicola
ลักษณะอาการ
อาการของโรคนี้ใกล้เคียงกับโรคใบจุดวงมาก แต่แผลบนใบมักมีขนาดเล็ก การขยาย ตัวของโรคใบจุดเกิดเป็นวงไม่ค่อยชัดเจน และแผลมักมีสีเหลืองล้อมรอบ อาการบนผลเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป แผลสีครีม หรือน้ำตาลอ่อน
การแพร่ระบาด
โรคนี้พบระบาดมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะถ้ามีความชื้นสูง หรือมีฝนตก โรคจะ ระบาดอย่างรวดเร็ว ใบที่เป็นโรคมาก ๆ จะร่วงหลุดไป
การป้องกันกำจัด
1. พยายามรักษาความชื้นในแปลงปลูกอย่าให้สูงมากเกินไป
2. เมื่อพบโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบนโนมิล   คาร์เบนดาซิม      

3. โรคแห้งดำ
ชื่ออื่น : Leaf blight
สาเหตุเกิดจาก : เกิดจากเชื้อรา Stemphylium sp.
ลักษณะอาการ
เริ่มต้นจากจุดเหลี่ยมเล็กๆสีดำบนใบมะเขือเทศเมื่ออาการรุนแรงแผลขยายขนาดใหญ่และมีจำนวนจุดมากขึ้นเนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้งกรอบ และดำในที่สุดแต่ส่วนของลำต้นยังเขียวอยู่  ไม่พบอาการบนลำต้นและผล
การแพร่ระบาด
เชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ ส่วนการระบาดในแปลงจะเกิดได้ รุนแรงและรวดเร็วเมื่อมีความชื้นและอุณหภูมิสูง
การป้องกันกำจัด
1. คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถกำจัดเชื้อสาเหตุที่ติดมากับ เมล็ดพันธุ์ได้ เช่น แมนโคเซบ ไอโพรไดโอน
2. ถ้าระบาดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น ไอโพรไดโอน คลอโรทาโลนิล

4. โรคใบไหม้
ชื่ออื่น : Late blight
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Phytophthora infestans

ลักษณะอาการ
จะพบปรากฏอยู่บนใบส่วนล่าง ๆ ของต้นก่อน โดยเกิดเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มเหมือน ใบถูกน้ำร้อนลวก รอยช้ำนี้จะขยายขนาดออกไปอย่างรวดเร็วทางด้านใต้ใบ โดยเฉพาะขอบ ๆ แผล จะสังเกตเห็นเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ รอยช้ำนั้น เมื่อเชื้อเจริญมากขึ้นใบจะแห้ง อาการที่กิ่งและลำต้นเป็นแผลสีดำ อาการบนผลมีรอยช้ำเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
การแพร่ระบาด
โรคนี้พบระบาดมากทางภาคเหนือของประเทศไทยในฤดูหนาว เพราะสภาพแวดล้อม เหมาะต่อการเกิดโรค โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 18-28 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 90 % ในเขตที่อุณหภูมิต่ำและความชื้นต่ำโรคจะไม่ระบาดนอกจากมีฝนโปรยลงมาโรคจะระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายหลังจากที่มีฝน ส่วนของพืชที่ถูกเชื้อเข้าทำลายจะตายภายใน 1 สัปดาห์
การป้องกันกำจัด
1. ถ้าปลูกมะเขือเทศแบบยกค้าง ควรตัดแต่งใบล่างให้โปร่ง
2. เมื่อเริ่มพบโรค ควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คลอโรทาโลนิล เมตาแลกซิล + แมนโคเซบ พ่นให้ทั่วทั้งต้น

5. โรครากำมะหยี่
ชื่ออื่น : Leaf mold
สาเหตของโรค : เกิดจากเชื้อรา Cladosporium  fulvum

ลักษณะอาการ
ผิวด้านบนของใบแก่เป็นจุดสีขาว ซึ่งขยายออกอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใต้ใบบริเวณที่เห็นเป็นสีเหลืองมีขุยสีกำมะหยี่ เมื่อโรคระบาดรุนแรงมากขึ้นใบจะแห้ง
การแพร่ระบาด
โรคนี้จะพบมากในมะเขือเทศที่ปลูกในฤดูฝน หรือมีฝนตกระหว่างฤดูปลูกปกติ เชื้อรา จะสร้างสปอร์จำนวนมากทางด้านใต้ใบ สปอร์นี้สามารถทนต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม และมีชีวิตอยู่ได้นานหลายเดือน เชื้อราเข้าทำลายใบแก่ที่อยู่ทางตอนล่าง ๆ ของต้น และอยู่ทางด้านใต้ใบ
การป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งกิ่งมะเขือเทศเพื่อให้การหมุนเวียนของอากาศในแปลงดีขึ้น
2. เมื่อเริ่มพบโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น แมนโคเซบ เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม

6. โรคราเขม่า
ชื่ออื่น :  Grey leaf mold
สาเหตุของโรค : เกิดจาก เชื้อรา Cercospora fuligena.

ลักษณะอาการ
คล้ายกับอาการของโรครากำมะหยี่มาก โดยอาการมักเริ่มที่ใบแก่ตอนล่างของ ลำต้นก่อน แล้วจึงลามขึ้นไปยังใบที่อยู่ตอนบน ใบที่เป็นโรค แสดงอาการจุดสีเหลืองแล้วขยายใหญ่ออก ด้านใต้ใบตรงจุดสีเหลืองมีเชื้อราขึ้นอยู่ เส้นใยของเชื้อราที่เกิดขึ้นเป็นขุยสีเทาเข้มจนถึงดำ ซึ่งเป็นอาการที่แตกต่างจากโรครากำมะหยี่ อาการบนกิ่งเป็นขุยสีเทาดำ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตาย
การแพร่ระบาด
เป็นโรคที่พบทั่วไป แต่มักจะพบระบาดและทำความเสียหายในภาคตะวันออก เฉียงเหนือมากกว่าแหล่งอื่น
การป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งใบล่าง ๆ ของมะเขือเทศออกบ้าง เพื่อให้มีการระบายอากาศดีขึ้น
2. เมื่อเริ่มพบโรคในแปลง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น แมนโคเซบ เบนโนมิล คาร์เบนดาซิม

7. โรคราแป้ง
ชื่ออื่น : Powdery mildew
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Oidiopsis sp.

ลักษณะอาการ
อาการที่มองเห็นด้านบนใบจะปรากฏเป็นจุดสีเหลือง จุดเหลืองนี้จะขยายออกและจำนวนจุดบนใบจะมีมากขึ้น เมื่อโรคระบาดรุนแรงขึ้น จนบางครั้งมองเห็นเป็นปื้นสีเหลืองด้านบนใบ ตรงกลางปื้นเหลืองนี้อาจจะมีสีน้ำตาล ต่อมาใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทางด้านใต้ใบ ตรงบริเวณที่แสดงอาการปื้นเหลือง จะมีผงละเอียดคล้ายผงแป้งเกาะอยู่บาง ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลือง จากส่วนล่างของต้นไปยังส่วนบนและใบที่เหลืองนี้จะร่วงหลุดไป ในสภาพอากาศเย็นบางครั้งจะพบผงสีขาวเกิดขึ้นบนใบได้ และลุกลามไปเกิดที่กิ่งได้
การแพร่ระบาด
โรคนี้มักพบในระยะเก็บผลผลิต ทำให้ต้นโทรมเร็วกว่าปกติ
การป้องกันกำจัด
1. ลดความชื้นบริเวณโคนต้นหรือในทรงพุ่ม โดยการตัดแต่งกิ่ง
2. กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุ เช่น น้ำนมราชสีห์ และหญ้ายาง
3. เมื่อพบโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิด เช่น กำมะถันผง ไดโนแคป

 

มะเขือเทศ ( 32 รายการ )



รหัสสินค้า A131

โมสาท บี-พลัส

แคลเซียม + โบรอน




 

รหัสสินค้า A202

เกอมาร์ นาโน

 






 

รหัสสินค้า A205

โฟแมกซ์ แมงกานีส500

แมงกานีส(Mn)26%






 

รหัสสินค้า A500

อัมเบรลล่า





 


รหัสสินค้า A324

มะเขือเทศเชอรี่ สวีทเกิร์ล

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A121

เออร์โกสติม

 






 

รหัสสินค้า A187

สตาร์เกิล จี

ไดโนทีฟูแรน








 

รหัสสินค้า A100

ดูปองท์ บีนีเวีย

ไซแอนทรานิลิโพรล




 


รหัสสินค้า A11

ไบออนแบค

บาซิลัส ซับทิลิส




 

รหัสสินค้า A221

ไดเมียว

ฟลูเบนไดอะไมด์




 

รหัสสินค้า A196

นูแทค บาลานซ์

สูตร 14-14-11




 

รหัสสินค้า A82

ซูเปอร์ฟิฟตี้

super fifty 50% seaweed extract




 


รหัสสินค้า A192

นูแทค ซุปเปอร์-เค

สูตร 6-12-26






 

รหัสสินค้า A170

ฮอร์ทิไดน์

สูตร 25-5-5




 

รหัสสินค้า A329

มะเขือเทศสีดา กัญญา 001

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A101

ดูปองท์ พรีวาธอน

คลอแรนทรานิลิโพรล




 


รหัสสินค้า A338

มะเขือเทศ เรนเจอร์

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A344

มะเขือเทศ เพชรรุ่ง

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A174

นูริช

แคลเซียม โบรอน




 

รหัสสินค้า A147

แอคทารา 25ดับบลิวจี

ไทอะมีทอกแซม




 


รหัสสินค้า A357

มะเขือเทศเชอรี่ สวีทบอย1

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A93

ซิงค์โกลด์

MgO 0.02%+Fe 0.04%+Mn 0.01%+Cu 0.01%+Zn 8.5%




 

รหัสสินค้า A377

มะเขือเทศเชอรี่ พันธุ์ สวีทปริ้นเซส

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A171

เบสมอร์

 




 


รหัสสินค้า A84

อีเดน

0-25-16




 

รหัสสินค้า A395

มะเขือเทศลูกท้อ

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 

รหัสสินค้า A206

โฟแมกซ์ 600

 




 

รหัสสินค้า A263

มะเขือเทศสีดา

เจียไต๋ ตราเครื่องบิน




 


รหัสสินค้า A111

ฟองดู

 




 

รหัสสินค้า A119

ฟอสฟิทอล เอ็กซ์ตร้า

สูตร 0-30-18




 

รหัสสินค้า A219

ทาคูมิ

ฟลูเบนไดอะไมด์




 

รหัสสินค้า A383

คัทอ๊อฟ

บูเวเรีย บัสเซียน่า




 




ไรแดง(1), เพลี้ยแป้ง(10), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(5), เพลี้ยไฟ(15), หนอนชอนใบ(5), เพลี้ยอ่อน(6), แมลงหวี่ขาว(7), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(17), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(7), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(9), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(6), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(10), โรคแอนแทรคโนส(10), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(7), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(5), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(5), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(2), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(4), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(3), หนอนเจาะผล(2), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(3), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(2), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1), หนอนด้วงอ้อย(2), ด้วงหนวดยาว(1), ด้วงเต่าแตง(1), แมลงดำหนามมะพร้าว(2), ด้วงเต่ามะเขือ(1), ตัวอ่อนด้วงเต่าแตง(1), โรครากเน่าโคนเน่า(2), โรครากเน่าคอดิน(1)