ปุ๋ยเคมี (31)
 โรคพืช (41)
 สารกำจัดแมลง (39)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (19)
 สารชีวภัณฑ์ (9)
 เมล็ดพันธุ์ (172)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (19)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (43)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (4)
 กระเจี๊ยบ (1)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (6)
 กระหล่ำปลี (17)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (31)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (11)
 กะหล่ำดอก (6)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (36)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (17)
 ข้าวโพดหวาน (2)
 ข้าวโพด (11)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (48)
 ขิง (2)
 คะน้า (21)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (20)
 งา (1)
 เงาะ (11)
 ชบา (24)
 ชมพู่ (10)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (33)
 แตงกวา (30)
 แตงโม (18)
 แตงร้าน (9)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (29)
 ถั่วลันเตา (22)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (12)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (8)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (25)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (17)
 ฝ้าย (10)
 พริก (24)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (1)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (23)
 แฟง (1)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (17)
 มะเขือเทศ (23)
 มะเขือเปราะ (12)
 มะเขือยาว (14)
 มะนาว (14)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (39)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (1)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (9)
 มังคุด (14)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (33)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (1)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (24)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (24)
 ลิ้นจี่ (18)
 ลีลาวดี (28)
 ว่าน (2)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (19)
 สละ (3)
 สับปะรด (29)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (27)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (12)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (5)
 เจียไต๋ (183)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (36)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ที เอ บี อินโนเวชั่น จำกัด (0)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยกรีนอะโกร จำกัด (5)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (9)
 ลัดดา (64)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

ดาวเรือง

       ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากเมล็ดมีขนาดใหญ่ปลูกง่าย งอกเร็ว ต้นโตเร็ว และแข็งแรงไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน ให้ดอกเร็ว ดอกดก มีหลายชนิดและหลายสี รูปทรงของดอกสวยงาม สีสันสดใส บานทนนานหลายวัน สามารถปักแจกันได้นาน 1-2 สัปดาห์ ให้ดอกในระยะเวลาสั้น คือ ประมาณ 60-70 วัน หลังปลูก ดังนั้นในการปลูกดาวเรืองสามารถกำหนดระยะเวลาการออกดอกให้ตรงกับเทศกาลสำคัญได้จึงมีผู้นิยมปลูก และใช้ดาวเรืองกันมาก นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย ดาวเรืองเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว ยังนิยมปลูกในกระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ และปลูกเพื่อตัดดอกส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย
การปลูกดาวเรืองในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ทราบเพียงว่าดาวเรืองไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย แต่มีการนำเข้าพันธุ์ดาวเรืองจากต่างประเทศมาปลูกเป็นเวลานานจนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี มีการกระจายตัวขอสายพันธุ์มากทั้งทางด้านรูปทรงดอก ขนาดดอก ลักษณะการเจริญเติบโต ตลอดจนการต้านทานต่อโรคและแมลง ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกดาวเรืองประมาณ 4,000 ไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ จังหวัดพะเยา ลำปาง นนทบุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ชื่อสามัญ : marigold
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tagetes erecta L. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)
ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ดาวเรืองใหญ่ (ทั่วไป), คำปู้จู้หลวง (ภาคเหนือ), พอทู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), บ่วงซิ่วเก็ก (จีนแต้จิ๋ว), ว่านโซ่วจวี๋ (จีนกลาง), บ่วงลิ่วเก็ก เฉาหู่ย้ง, กิมเก็ก (จีน) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
ดาวเรืองเป็นไม้ล้มลุก อายุไม่ถึง 1 ปี ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน ตั้งตรง แตกกิ่งเป็นทรงพุ่มแน่น ลำต้นมีความสูงตั้งแต่ 30-100 ซม.

ใบดาวเรือง
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายใบคี่ ออกเรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 11-17 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร เนื้อใบนิ่ม

ดอก
ออกดอกเป็นช่อ กระจุกแน่น เป็นกลุ่มเดียวที่ก้านดอก ก้านดอกแข็งแรง ก้านดอกที่ติดกับดอกมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกบริเวณโคนก้าน ดอกมีสีเหลืองหรือออกสีเหลืองส้ม ดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-4 ซม. ยาว 2.5-3.5 ซม. ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกที่เป็นดอกเพศเมีย และกลีบดอกชั้นใน กลีบดอกชั้นในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คล้ายกระดิ่งหรือท่อ การออกดอกมักออกดอกในฤดูหนาว
เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะเรียวยาว และมีหางเมล็ดมีขนาด เมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเมล็ดไม้ดอกชนิดอื่น

 

ชนิดของดาวเรือง

ดาวเรืองที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

       1.ดาวเรืองอเมริกัน (American Marigolds )        เป็นดาวเรืองที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ลำต้นสูงตั้งแต่ 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และขาว กลีบ ดอกซ้อนกันแน่น ดอกมีขนาดใหญ่ประมาณ 3-4 นิ้ว ดาวเรืองชนิดนี้มีหลายพันธุ์ ได้แก่
- พันธุ์เตี้ย สูงประมาณ 10-14 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ ปาปาย่า (papaya) ไพน์แอปเปิล (pineaple) ปัมพ์กิน (Pumpkin) เป็นต้น
- พันธุ์สูงปานกลาง สูงประมาณ 14-16 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์อะพอลโล (Apollo) ไวกิ่ง (Ziking) มูนช๊อต (Moonshot) เป็นต้น
- พันธุ์สูง สูงประมาณ 16-36 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ดับเบิล อีเกิล (Double Egle) ดับบลูน (Doubloon) ซอฟเวอร์เรน (Sovereign) เป็นต้น

       2.ดาวเรืองฝรั่งเศส (French Marigolds)
ดาวเรืองฝรั่งเศสเป็นดาวเรืองต้นเล็ก ต้นเป็นพุ่มเตี้ย ๆ สูงประมาณ 6-12 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 1.5 นิ้ว นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก เนื่องจากดอกเล็ก มีกานดอกสั้น นอกจากนี้ยังเป็นดาวเรืองที่สามารถลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการรากปมในรากพืชได้ ตัวอย่างดาวเรืองฝรั่งเศส ได้แก่ พันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกมีขนาด 1.5-2 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์เรด มาเรตต้า (Red Marietta) นอธตี้ มาเรตต้า (Naughty Marietta) เอสปานา (Espana) ลีโอปาร์ด (Leopard) เป็นต้นพันธุ์ดอกซ้อน ดอกมีขนาดตั้งแต่ 1.5-3 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ควีน โซเฟีย (Queen Sophia ) สการ์เลต โซเฟีย (Scarlet Sophia) โกลเด้น เกต (Golden Gate ) เป็นต้น

       3.ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม (Mule Marigolds หรือ Afro American Marigolds)
เป็นดาวเรืองลูกผสมระหว่างดาวเรืองอเมริกันและดาวเรืองฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลักษณะความแข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบซ้อนมากของดาวเรืองอเมริกัน รวมเข้ากับลักษณะต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดของดาวเรืองฝรั่งเศส ดาวเรืองลูกผสมจะให้ดอกเร็วมาก คือเพียง 5 สัปดาห์หลังจากเพาะเมล็ด ดอกมีขนาด 2-3 นิ้ว ดอกดกและอยู่กับต้นได้ดี ดาวเรืองชนิดนี้มีข้อเสียก็คือเมล็ดจะลีบ ไม่สามารถนำมาเพาะให้เป็นต้นใหม่ได้คือเป็นหมัน จึงทำให้เมล็ดมีราคาแพงมาก และการปลูกดาวเรืองด้วยเมล็ดชนิดนี้ จึงควรใช้เมล็ดเป็นปริมาณ 2 เท่าของจำนวนที่ต้องการ เนื่องเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ ดาวเรืองลูกผสมที่นิยมปลูกมีอยู่หลายพันธุ์ คือ พันธุ์นักเก็ต (Nugget) ไฟร์เวิร์ก (Fireworks) เรด เซเว่น สตาร์(Red Sevenstar) และโชว์โบ๊ต (Showboat)

พันธุ์ดาวเรืองที่นิยมปลูกในประเทศไทย
- พันธุ์ซอฟเวอร์เรน ดอกสีเหลือง กลีบดอกซ้อนกันแน่น สวยงาม ดอกมีขนาดประมาณ 10 ซ.ม
- พันธุ์ทอรีดอร์ ดอกสีส้ม ขนาดประมาณ 8.5-10 ซ.ม
- พันธุ์ดับเบิล อีเกิล ดอกสีเหลือง ขนาดประมาณ 8.5 ซ.ม และมีก้านดอกแข็ง
- พันธุ์ดาวเรืองเกษตร เป็นดาวเรืองที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเข้ามาทดลองปลูกและคัดเลือกพันธุ์ที่โครงการเกษตรที่สูง และได้คัดเลือกพันธุ์ไว้ได้ 2 พันธุ์ คือ ดาวเรืองเกษตร พันธุ์สีทองเบอร์ 1 และดาวเรืองเกษตร พันธุ์สีทองเบอร์ 4 เป็นพันธุ์ที่มีดอกสีเหลืองทองขึ้นได้ดีในสภาพของประเทศไทย และให้ผลลิตสูง

 

การขยายพันธุ์ดาวเรือง

1. การใช้เมล็ด
นําเมล็ดดาวเรืองมาเพาะในกระบะเพาะซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน1: 1 : 1 : 1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุย ค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทําร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกันประมาณ 5 เซนติเมตร หลังจากนั้นหยอดเมล็ดลงร่องให้ห่างกัน 1 - 2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะหรือดินละเอียดเพียงบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หรือคลุมแปลงเพาะด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเบา ๆ เพื่อช่วยรักษาความชื้น ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เมล็ดดาวเรืองจะงอกภายใน 3 - 5 วัน เมล็ดดาวเรืองที่ยังไม่พร้อมที่จะปลูก ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นช่องแช่ผัก จะช่วยให้เปอร์เซ็นต์การงอกลดลงไมมากนัก


2. การปักชํา
เป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยมทํากันเพราะได้จํานวนน้อย แต่ที่ทํากันเพราะเป็นผลพลอยได้จากการเด็ดส่วนยอดที่มีความยาว 1 - 2 นิ้ว นําไปปักชําในกระบะพลาสติก แต่ต้องพยายามรักษาความชุ่มชื้นให้มากที่สุด ไม่ให้ยอดหรือใบเหี่ยว จะออกรากภายใน 7 - 10 วัน ดอกที่ได้จะมีสีเหมือนเดิม แต่ขนาดดอกอาจจะเล็กกว่าเดิม ซึ่งเป็นการประหยัดการซื้อพันธุ์ได้ส่วนหนึ่ง สําหรับวัสดุที่ปักชํา คือ ขี้เถ้าแกลบ เพราะเก็บความชื้นได้ดี โดยนําเอาขี้เถ้าแกลบใส่ลงในกระบะแล้วจึงนํากิ่งอ่อนปักชําลงไป ห่างกันประมาณ5 เซนติเมตร ทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 3 - 4 วัน จากนั้นก็นําไปวางไว้ให้ถูกแดดอีก 3 - 4 วันจึงย้ายลงแปลงปลูกต่อไป ถ้าปักชําในแปลงปลูกเลยเปอร์เซ็นต์การรอดจะน้อยกว่าปักชําในกระบะ เพราะการเก็บรักษาความชื้นในแปลงปลูกทำได้ยาก


การปลูกดาวเรือง

การเตรียมแปลงปลูก
การเตรียมแปลงปลูก ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในขณะเตรียมดินไปด้วย ดินปลูกที่เหมาะสมควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีเก็บความชื้นได้สูง มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.5 - 7.5 แปลงปลูกควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ปลูก 3 แถว ระยะห่างกัน30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร หากเว้นทางเดิน 80 เซนติเมตร ในพื้นที่100 ตารางวา สามารถปลูกดาวเรืองได้ประมาณ 2,200 ต้น


การปลูก
ก่อนย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรรดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วัน แล้วจึงขุดหลุมกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 ประมาณ 1 ช้อนชา รองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินข้างหลุมมากลบปุ๋ยเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้รากดาวเรืองสัมผัสกับปุ๋ยโดยตรง นําตนกล้าที่มีอายุ 7  - 10 วัน (นับจากวันเพาะเมล็ดหรือปักชำ)โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะหรือดินหุ้มติดรากมาด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้รากกระทบกระเทือนมาก แล้วจึงนํามาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้เสร็จแล้วรดน้ำให้โชก การย้ายกล้าปลูกควรทําในตอนเย็น เพราะช่วงเวลากลางคืนต้นไม้จะตั้งตัวได้ดีกว่าในช่วงเวลากลางวัน

การดูแลรักษา
การให้น้ำหลังจากย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว ต้องรดน้ำเช้าเย็นประมาณ 7 วัน ต้นกล้าก็จะตั้งตัวได้ดี หลังจากนั้นจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้าและในช่วงที่ดอกเริ่มบานไม่ควรรดน้ำให้โดนดอก เพราะจะทำให้คุณภาพของดอกไม่ดีและเป็นโรคได้ง่ายควรรดน้ำเฉพาะบริเวณโคนต้น


การใส่ปุ๋ยเมื่อดาวเรืองมีอายุ 15 วัน และ 25 วัน ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15ในอัตรา 1 ช้อนชาต่อต้น และใส่ปุ๋ยสูตร 12 - 24 - 12 ในอัตรา 1 ช้อนชาต่อต้น เมื่อดาวเรืองอายุ 35 และ 45 วัน วิธีใส่ปุ๋ยนั้นจะใช้วิธีการฝังลงในดินตื้น ๆ ประมาณครึ่งนิ้ว ห่างโคนต้นประมาณ 6 นิ้ว เสร็จแล้วรดน้ำให้โชกทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย ควรมีการพรวนดินรอบ ๆ โคนต้นแล้วกลบที่โคนต้นไว้ เนื่องจากดาวเรืองมักมีรากแตกออกจากโคนต้นอีก

การปลิดยอด
เมื่อดาวเรืองอายุ 21 - 25 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ประมาณ 4 คู่และส่วนยอดมีใบเล็กๆ อยู่ประมาณ 1 - 2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อใหแตกกิ่งข้าง วิธีการปลิดทําโดยใช้มือซ้ายจับคู่ใบบนสุดที่จะเหลือไว้แล้วใช้มือขวาดึงส่วนยอดลงทางด้านข้างจนหลุดออกมา ไม่ควรเด็ดเพราะอาจจะทําให้ส่วนยอดหลุดออกมาไม่หมด โดยเฉพาะยอดสั้นๆ ทําใหตายังหลงเหลือติดอยู่ ซึ่งจะเจริญเป็นดอกตามมาภายหลัง ทําให้ได้ดอกไม่เป็นไปตามกำหนด โดยปกติดาวเรืองที่ต้องการดอกขนาดใหญ่ แต่ละต้นจะให้มีดอกไม่เกิน 8 ดอก

การปลิดดอกทิ้ง
หลังจากปลิดยอดแล้วประมาณ 5 - 7 วัน ตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะเกิดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่งและตาข้าง การปลิดดอกข้างจะทําหลังปลูกประมาณ40 - 45 วัน เมื่อดอกยอดมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด และดอกข้างมีขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว โดยต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายในเวลา 2 - 3 วัน คงเหลือไว้เฉพาะดอกยอดเพียงดอกเดียว หลังจากนั้นประมาณ 20 วัน (อายุ ประมาณ 60 - 65 วัน ) ดอกก็พร้อมที่จะตัดเพื่อจําหน่ายได้


การตัดดอก
ก่อนตัดดอกจําหน่าย 2 - 3 วัน ควรใช้น้ำผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 15 ลิตร (ประมาณ 3/4 ปี๊บ ) พ่นเฉพาะใบดาวเรืองทั้งด้านบนและด้านล่าง จะช่วยทําให้กานดอกแข็งขึ้น สามารถทยอยตัดดอกขายได้ตั้งแต่ดาวเรืองที่มีอายุ 55 - 65 วัน หลังจากเพาะเมล็ด การตัดดอกควรตัดให้ชิดโคนต้นมากที่สุด และตัดดอกที่ยังมีกลีบดอกตรงกลางดอกเป็นสีเขียวอยู่  ดีกว่าตัดดอกที่บานหมดจนตรงกลางไม่มีสีเขียว เพราะจะทําใหอายุการปักแจกันสั้นลง


โรคและแมลงศัตรูพืชของดาวเรือง

โรคเหี่ยวเหลือง เกิดจากเชื้อรา FUSARIUM

 อาการ เริ่มจากใบดาวเรืองที่อยู่บริเวณโคนต้นแสดงอาการใบเหลือง แล้วแห้งลามขึ้นมาสู่ส่วนบนจนในที่สุดใบจะเหลืองและแห้งตายไปทั้งต้น ส่วนของลำต้นจะมีลักษณะแบนลีบและเหี่ยวไปด้วย ลำต้นบริเวณคอดินหรือเหนือดินเล็กน้อย มักมีสีแดงหรือสีคล้ำกว่าส่วนอื่น ท่อน้ำเลี้ยงแห้งเป็นสีน้ำตาล (เชื้อโรคนี้จะเริ่มเข้าทำลายในช่วงหลังจากย้ายปลูก 40-45 วันหลังย้ายปลูกช่วงดาวเรืองเป็นตุ่มตาดอก)
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็ป ฉีดพ่นสลับกับคาร์เบนดาซิมประมาณสัปดาห์ละครั้ง และถ้าพบมากต้นที่เป็นโรคและตายในแปลงต้องรีบกำจัดทิ้ง

โรคดอกเน่า เกิดจากเชื้อรา COLLETOTRICHUM SP.

       อาการ ดอกที่เกิดโรคจะเน่าเป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะถ้าหากเกิดในระยะที่ดอกกำลังเริ่มเป็นดอกตูมจะทำให้ดอกไม่สามารถบาน ได้ หากเชื้อเข้าทำลายในระยะที่ดอกบานจะพบว่ากลีบดอกจะมีสีน้ำตาลลามเข้าไปทาง โคนกลีบ ทำให้ดอกมีสีน้ำตาลดำ เชื้อเข้าทำลายจากดอกลามสู่ลำต้น (ระบาดในช่วงฤดูฝนและในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง)
       การป้องกันกำจัด
1. หากพบว่ามีอาการของโรคอยู่ภายในแปลง ให้เก็บและเผาทำลาย เพื่อป้องกันการระบาดของต้นอื่นๆด้วย
2. ให้ระมัดระวังการให้น้ำอย่าให้ชุ่มมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีอากาศร้อน นอกจากนี้ หากแปลงปลูกสามารถใช้ระบบน้ำหยดได้จะช่วยลดอาการเปียกของต้น ทำให้ลดอาการระบาดของโรคได้เป็นอย่างมาก
3. ใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น คาร์เบนดาซิม โดยใช้ตามคำแนะน้ำข้างขวดอย่างเคร่งครัด

โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา ALTERNARIA

       อาการ ใบเริ่มมีอาการใบจุดสีขาว แล้วเนื้อเยื้อตรงกลางแผลจะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเนื้อ ใบที่มีแผลหลายแผลจะค่อยๆ แห้ง ร่วงหล่น ทำให้ต้นทรุดโทรม (ระบาดในช่วงฤดูฝนและในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง)
       การป้องกันกำจัด
1.ตรวจแปลงปลูกดาวเรืองอยู่เสมอ โดยเฉพาะระยะหลังปลูกประมาณ 1 เดือน ให้สังเกตุอาการระยะแรกๆ เพื่อจัดการฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราได้ทัน
2.ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันด้วย แอนทราโคล และสลับด้วยสารกำจัดเชื้อราชนิดดูดซึม ฉีดพ่นสารเคมีเป็นระยะทุกๆ 5-7 วัน และให้ตรวจผลการใช้สารเคมีเสมอๆ
3.เชื้อราระบาดมากโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนให้ดูแลอย่างใกล้ชิด

โรคราแป้ง

       อาการ  เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ คือจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นฝุ่นสีขาวๆ ตามใบของดาวเรือง ทำให้ใบหยิก การเจริญเติบโตชะงัก ถ้าเป็นมากอาจทำให้ต้นตายในที่สุด
       การป้องกันกำจัด โดยการพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็ป ประมาณสัปดาห์ละครั้ง

เพลี้ยไฟ
เพลี้ยไฟเข้าทำลายดาวเรืองได้เสมอๆ อาการที่เด่นชัดจะเป็นบริเวณยอดอ่อน จะหงิกงอเสียรูปทรง ใบยอดจะเห็นเป็นฝอยๆ ดาวเรืองจะชะงักการเจริญเติบโตทันที เพลี้ยไฟ
ระบาดรุนแรงในช่วงอากาศร้อนและแห้ง หากเป็นมากดาวเรืองจะไม่เจริญเติบโตเลย
การป้องกันกำจัด สารเคมีที่แนะนำได้แก แอสเซนต์ โปรวาโด อะบาแมกติน ฉีดพ่นตามอัตราบนฉลาก ทุกๆ7-10 วัน สังเกตุหลังจากฉีดใบดาวเรืองจะค่อยๆขยายยืดออก
และจะเจริญเติบโตเป็นปกติได้ในไม่ช้า
หนอนชอนใบ
หนอนชอนใบที่ทำลายดาวเรืองนบว่าเป็นศัตรูดาวเรืองที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่ง เป็นหนอนแมลงวันขนาดเล็กกัดกินผิวใบด้านใน รอยทำลายจะเห็นเป็นทางๆสีขาว
เล็กบ้างใหญ่บ้างตามขนาดของหนอนและระยะการเจริญเติบโตของหนอน หากปล่อยไว้จะเสียหายมาก และจะทำให้โรคใบจุดทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก
แผลที่หนอนกัดกินจะทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
การป้องกันกำจัด สารเคมีที่แนะนำได้แก่ อะบาเม็กติน เป็นต้น

 

ดาวเรือง ( 39 รายการ )



รหัสสินค้า A210

ออสโมโค้ท-พลัส

สูตร 12-25-6+1% แมกนีเซียม




 

รหัสสินค้า A131

โมสาท บี-พลัส

แคลเซียม + โบรอน




 

รหัสสินค้า A133

โมสาท ซิงค์

 




 

รหัสสินค้า A202

เกอมาร์ นาโน

 






 


รหัสสินค้า A13

เบนซาน่า-เอฟ

คาร์เบนดาซิม






 

รหัสสินค้า A286

ดาวเรืองฝรั่งเศส

ดาวเรืองฝรั่งเศส




 

รหัสสินค้า A291

ดาวเรือง เลิฟลี่ ปริ๊นเซส โกลด์

ดาวเรือง เลิฟลี่ ปริ๊นเซส โกลด์




 

รหัสสินค้า A313

ดาวเรือง ซันชายน์ โกลด์

ดาวเรือง ซันชายน์ โกลด์




 


รหัสสินค้า A315

ดาวเรือง เจียไต๋รุ่งเรือง

ดาวเรือง เจียไต๋รุ่งเรือง




 

รหัสสินค้า A295

ดาวเรือง ซันนี่ โกลด์

ดาวเรือง ซันนี่ โกลด์




 

รหัสสินค้า A119

ฟอสฟิทอล เอ็กซ์ตร้า

สูตร 0-30-18




 

รหัสสินค้า A189

ออสโมโค้ท

สูตร 13-13-13




 


รหัสสินค้า A165

มามีโกร

สูตร 12-9-6




 

รหัสสินค้า A177

เซอร์วาไจเซอร์ ชูการ์

สูตร 4-10-40




 

รหัสสินค้า A134

เอธาคอน 70

อิมิดาคลอพริด




 

รหัสสินค้า A22

ท๊อปกัน

แมนโคเซบ




 


รหัสสินค้า A193

ยูทิไลซ์ แมกซ์

 




 

รหัสสินค้า A14

เบนซาน่า

คาร์เบนดาซิม 50% WP




 

รหัสสินค้า A27

แอนดาแม็กซ์

โพรพิเนบ




 

รหัสสินค้า A78

พรีดิคท์ 10 ดับเบิ้ลยูพี

แพกโคลบิวทราซอล 10% WP




 


รหัสสินค้า A170

ฮอร์ทิไดน์

สูตร 25-5-5




 

รหัสสินค้า A178

เซอร์วาไจเซอร์ เอ็กเพรส 4-41-27

สูตร 4-41-27




 

รหัสสินค้า A179

เซอร์วาไจเซอร์ เอ็กเพรส 18-18-18

สูตร 18-18-18




 

รหัสสินค้า A174

นูริช

แคลเซียม โบรอน




 


รหัสสินค้า A164

อโทนิค

โซเดียม ออร์โธ-ไนโตรฟีโนเลต + โซเดียม พารา-ไนโตรฟีโนเลต + โซเดียม ไฟว์-ไนโตรไกลเอโคเลต




 

รหัสสินค้า A94

สตาเวีย

MgO 0.08%+Fe 0.07%+Mn 0.02%+Cu 0.03%+Zn 0.02%+B 0.01%+Mo 0.002%




 

รหัสสินค้า A95

อินเตอร์มิกซ์

MgO 1%+S 3.6%+Fe 1.3%+Mn 1.3%+Cu 0.1%+Zn 1.1%+B 0.09%+Mo 0.02%




 

รหัสสินค้า A96

พาซแมก

MgO 7%




 


รหัสสินค้า A91

บิงโกแบล็ค

CaO 10%, B 1%




 

รหัสสินค้า A79

พรีดิคท์ 15

แพกโคลบิวทราซอล




 

รหัสสินค้า A80

พรีดิคท์ 25 เอฟ

แพกโคลบิวทราซอล




 

รหัสสินค้า A93

ซิงค์โกลด์

MgO 0.02%+Fe 0.04%+Mn 0.01%+Cu 0.01%+Zn 8.5%




 


รหัสสินค้า A92

บิงโกไวท์

CaO 10%, B 1%




 

รหัสสินค้า A84

อีเดน

0-25-16




 

รหัสสินค้า A121

เออร์โกสติม

 






 

รหัสสินค้า A171

เบสมอร์

 




 



เพลี้ยแป้ง(10), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(5), เพลี้ยไฟ(13), หนอนชอนใบ(4), เพลี้ยอ่อน(6), แมลงหวี่ขาว(6), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(17), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(7), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(9), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(6), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(10), โรคแอนแทรคโนส(9), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(6), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(5), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(5), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(2), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(4), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(2), หนอนเจาะผล(2), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(3), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(2), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1), หนอนด้วงอ้อย(1), ด้วงหนวดยาว(1), ด้วงเต่าแตง(1), แมลงดำหนามมะพร้าว(1), ด้วงเต่ามะเขือ(1), ตัวอ่อนด้วงเต่าแตง(1), โรครากเน่าโคนเน่า(1), โรครากเน่าคอดิน(1)