ปุ๋ยเคมี (32)
 โรคพืช (43)
 สารกำจัดแมลง (42)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (20)
 สารชีวภัณฑ์ (9)
 เมล็ดพันธุ์ผัก (236)
 เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ (54)
 อุปกรณ์การเกษตร (0)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (20)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (45)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (6)
 กระเจี๊ยบ (3)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (7)
 กระหล่ำปลี (19)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (34)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (13)
 กะหล่ำดอก (7)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (37)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (17)
 ข้าวโพดหวาน (3)
 ข้าวโพด (15)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (48)
 ขิง (2)
 คะน้า (26)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (21)
 งา (1)
 เงาะ (12)
 ชบา (24)
 ชมพู่ (11)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (37)
 แตงกวา (35)
 แตงโม (20)
 แตงร้าน (11)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (35)
 ถั่วลันเตา (25)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (12)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปทุมมา (1)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (9)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (26)
 ผักโขม (2)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (18)
 ฝ้าย (10)
 พริก (34)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (2)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (23)
 แฟง (2)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (28)
 มะเขือเทศ (25)
 มะเขือเปราะ (15)
 มะเขือยาว (17)
 มะนาว (14)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (39)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (5)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (10)
 มังคุด (15)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (33)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (3)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (24)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (25)
 ลิ้นจี่ (19)
 ลีลาวดี (28)
 ว่าน (3)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (20)
 สละ (3)
 สับปะรด (30)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (28)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (12)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (5)
 เจียไต๋ (204)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (38)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ไดนามิคพันธุ์พืช (1)
 ที เอ บี อินโนเวชั่น จำกัด (1)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยกรีนอะโกร จำกัด (5)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (11)
 เมโทรซีดการเกษตร (75)
 ลัดดา (68)
 อีสท์ เวสท์ ซีด (21)
 อื่นๆ (0)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

ขิง

       
ขิง (Zingiber officinale) เป็นพืชที่นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวางในจังหวัดต่างๆ ทั้งทางภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งดั้งเดิม ได้แก่ ที่จังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ภาคกลางที่จังหวัดนครปฐม ปทุมธานี กาญจนบุรี และภาคเหนือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เชียงราย เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูง จำหน่ายได้ราคาดี ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์มากคือส่วนของลำต้นใต้ดิน (rhizome) ที่เรียกว่า แง่งขิง นอกจากใช้บริโภคสด เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหารคาวหวานแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์ต่างๆส่งจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ขิงจึงเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มที่ดีถ้าสามารถเพิ่มผลผลิตและหาตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทรบุรี) , ขิงเผือก (เชียงใหม่) , สะเอ (แม่ฮ่องสอน) , ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง) , เกีย (จีนแต้จิ๋ว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เหง้า/ลำต้นใต้ดิน
ขิงเป็นพืชในกลุ่มเดียวกันกับข่า และขมิ้น มีลำต้นขึ้นแน่นเป็นกอ โดยมีลำต้นแท้ที่เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ซึ่งมักเรียก แง่งขิงหรือหัวขิง (Rhizome) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้นำมาบริโภค และใช้ประโยชน์มากที่สุด หัวขิงมีลักษณะเป็นแท่งสั้น แตกแขนงออกเป็นแง่งย่อย เปลือกของแง่งหรือหัวมีสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนตามสายพันธุ์ มีแผ่นเปลือกนอกหุ้มเป็นแผ่นสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีรากฝอยแตกออกจากแง่ง เนื้อด้านในมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนลำต้นเทียมที่โผล่เหนือดินจะประกอบด้วยแกนลำที่มีลักษณะเป็นปล้อง ถูกหุ้มด้วยกาบใบเรียงตามความสูง

ใบ และลำต้นเทียม
ใบ และกาบใบเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นเทียมที่แทงออกจากเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน สูงจากพื้นดินประมาณ 0.30-1 เมตร ประกอบด้วยแก่น กาบใบ และใบ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีสีเขียวเข้ม  มีขนเล็กๆ ขึ้นตามใบ ใบส่วนยอดชันตั้งตรง ใบล่างโค้งพับลงด้านล่าง ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมม้วนงอ กว้างxยาว ประมาณ 1.8-4 x 15-20 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบมองเห็นอย่างชัดเจน

ดอก
ขิงออกดอกเป็นช่อ แต่เป็นพืชที่ไม่ค่อยออกดอกหรือติดเมล็ด แต่พบการออกดอกบ้างในบางพันธุ์ และสภาพแวดล้อมที่ปลูก ช่อดอกออกตรงใจกลางของเหง้า มีก้านช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก และกลีบดอกจำนวนมาก กลีบดอกยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีเหลืองแกมเขียว เมื่อดอกบานมีสีแดงสดสวยงาม


พันธุ์ขิง

       1. ขิงจาไมก้า เป็นขิงที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด เป็นพันธุ์ที่มีแง่งขิงคล้ายนิ้วมือ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มแรก จะเป็นขิงที่มีขนาดใหญ่ แง่งขิงขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 17-22 เซนติเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่านี้
- กลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม เป็นขิงที่มีแง่งขนาดเล็ก มีคุณภาพน้อยกว่าขิงกลุ่มแรก ผิวเปลือกของแง่งมีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองอมน้ำตาลจนถึงสีเหลืองส้ม เนื้อขิงมีรสชาติดี มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

       2. ขิงอินเดีย จัดเป็นขิงที่มีแป้งมาก และมีรสเผ็ด แต่มีกลิ่นแรงกว่า และมีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวสูงกว่าขิงจาไมก้า แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มแรก เป็นขิงที่มี 3 นิ้ว หรือ 3 แง่ง
- กลุ่มที่2 เป็นขิงที่มี 2 นิ้ว หรือ 2 แง่ง
- กลุ่มที่ 3 เป็นขิงที่เป็นชิ้นเดี่ยวๆ
ตลาดขิงของประเทศอินเดีย ได้แก่ ยุโรป ซึ่งนิยมขิงแบบคละกันระหว่าง 3 นิ้ว และ 2 นิ้ว ที่อัตราส่วน 20 ต่อ 80 พันธุ์ขิงที่ปลูกในประเทศอินเดียแบ่ง 2 ประเภท คือ ขิงโคชิน เนื้อมีลักษณะสีน้ำตาลอ่อนหรือมีสีเหลืองปนเทา  และขิงคาลิกัต เนื้อมีกลิ่นคล้ายมะนาว มีสีส้มถึงน้ำตาลแดง คล้ายกับขิงแอฟริกา

       3. ขิงแอฟริกา เป็นขิงที่นำมาจากจาไมก้า แต่มีขนาดเล็กกว่า เปลือกด้านนอกเมื่อตากแห้งจะมีลักษณะเหี่ยวย่น สีน้ำตาลเทาเข้มกว่าขิงโคชินของอินเดีย และมีกลิ่นหอมแรงกว่า มีคุณสมบัติทางยาเหมือนขิงจาไมก้า แต่รสชาติไม่ดีเท่าขิงจาไมก้า ส่วนเนื้อขิงมีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาลอ่อน แต่ขิงแอฟริกามีข้อเสีย คือ มีเส้นใยมาก ไม่เหมาะแปรรูปเป็นขิงผง

       4. ขิงจีน เป็นขิงมีแง่งสีขาว ไม่มีเส้นใยหรือเส้นใยน้อยมาก และมีกลิ่นหอมน้อยกว่าขิงจาไมก้า มีเนื้ออ่อน เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นขิงดอง ไม่เหมาะนำมาเป็นยารักษาโรค

       5. ขิงญี่ปุ่น เป็นขิงที่มีแง่งเล็ก เปราะหักง่าย แต่มีเส้นใยน้อย ผิวเปลือกด้านนอกเรียบ มีสีขาว เนื้อขิงสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนจัด และมีรสเผ็ด

       6. ขิงไทย เป็นขิงที่ปลูกในไทย แง่งขิงมีขนาดเล็ก แต่ให้กลิ่นหอมแรง เนื้อขิงมีสีเหลืองเข้ม


ขิงไทยจำแนกตามขนาด ได้ดังนี้
1. ขิงใหญ่ หรือขิงหยวก เป็นขิงที่มีลักษณะแง่งอวบใหญ่ ไม่ค่อยมีข้อ มีเนื้อมาก มีเส้นใยน้อย แต่ความเผ็ดต่ำ เนื้อขิงมีสีเหลืองอ่อน ตาแง่งกลม  นิยมเก็บในระยะขิงอ่อนสำหรับจำหน่ายเป็นขิงรับประทานสด


2. ขิงเล็ก หรือขิงเผ็ด แง่งมีลักษณะเล็กสั้น ตากแง่ง และมีข้อมาก เนื้อเหนียวหยาบ สีเหลืองเข้ม และมีเส้นใยมาก ให้รสเผ็ด และมีกลิ่นฉุนมากกว่าขิงใหญ่ ปลายใบแหลมเรียว ใบ และลำต้นมีนาดเล็กกว่าขิงใหญ่ นิยมปลูกสำหรับการแปรรูป เช่น ขิงแห้ง ขิงผง สารสกัดจากขิง เป็นต้น

ขิงเป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น มีอุณหภูมิสูงพอสมควร พื้นที่ในการปลูกควรมีร่มเงากำบังบ้าง แหล่งปลูกขิงที่ดีควรมีระดับฝนตกเฉลี่ย 80-100 นิ้วต่อปี มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,000-5,000 ฟุต ดินที่เหมาะสมในการปลูก ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุสูงพอสมควร การระบายน้ำดี มีความเป็นกรด - ด่าง ประมาณ 6-6.5 หากพบว่าดินเป็นกรดมากก็ให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่
ฤดูการปลูกขิง
       - การปลูกในฤดูฝน ขิงที่ปลูกขายกันไม่ว่าจะเป็นขิงอ่อนหรือขิงแก่ส่วนใหญ่จะเป็นขิงที่ปลูกในฤดูฝนเกือบทั้งหมดการปลูกขิงในฤดูฝนนี้นิยมปลูกต้นฤดูฝน ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี
       - การปลูกนอกฤดูฝน โดยจะทำการปลูกในฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

การปลูกขิง

การเตรียมดิน การปลูกขิงแบ่งเป็น 2 พื้นที่คือ แบบพื้นราบ และที่เชิงเขาที่มีความราดเอียง การปฏิบัติคือทำการไถดินตาก 7 วัน พรวนดินให้ร่วนซุย การปลูกแบบพื้นราบยกร่องสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร เป็นรูปสามเหลี่ยม ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ลาดเอียงเชิงเขา หลังจากไถดิน พรวนดินแล้วทำการยกร่อง หรือแหวกร่องไม่ลึกมาก แบบขั้นบันไดระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินก่อนยกร่อง รดน้ำทิ้งไว้ 15-30 วัน ค่อยลงมือปลูก

 การปลูก แบ่งตามลักษณะการปลูกได้ 2 วิธีคือ
1. การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน จากการเตรียมร่องแล้ว นำท่อนพันธุ์วางลงในหลุมปลูก หรือร่องที่แหวกไว้ ระยะห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร แล้วทำการกลบดิน และนำฟางข้าว ใบหญ้าคา หรือใบอ้อยคลุมในร่องปลูกอีกทีเพื่อป้องกันวัชพืชอื่นๆ ขึ้นรบกวน ช่วยบังแดดไม่ให้หน่ออ่อนไหม้ และช่วยเก็บความชื้น
2. การปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน โดยการปล่อยน้ำเข้าร่องที่ปลูก ส่วนการปลูกจะปลูกบนสันร่องที่สูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยขุดหลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างกัน 30-35 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยไม่ต้องคลุมวัสดุต่างๆ

       
การให้น้ำ ซึ่ง มีอยู่ 2 วิธีคือ แบบอาศัยน้ำฝน และการให้น้ำแบบชลประทาน โดยเฉพาะการให้น้ำแบบชลประทาน ก็พิจารณาการให้น้ำขิงไม่ให้เปียกมาก หากเปียกมากทำให้เน่าได้ และถ้าแห้งมากก็ทำให้แคระแกรน การเจริญเติบโตล่าช้าได้

       การใส่ปุ๋ย เกษตรกร บางรายจะใส่ปุ๋ยคอก เมื่ออายุขิงได้ 2 เดือนและเมื่อขิงอายุ 4 เดือน และจะใส่ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15 เมื่ออายุ 2 เดือน และ 4 เดือนใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กก.ต่อไร่ เท่ากัน โดยจะพูนโคนขิงทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย ระวังอย่าให้ปุ๋ยเคมีถูกหัวพันธุ์ เพราะจะทำให้หัวพันธุ์เน่าได้

       การเก็บเกี่ยว สังเกตุดูว่าต้นขิง ใบขิง มีอาการเหลืองแสดงว่าขิงเริ่มแก่ จนอายุประมาณ 8-12 เดือน ก็ทำการถอนแล้วนำมาตัดต้นและแต่งแง่ง ล้างน้ำรอส่งเป็นขิงแก่ ส่วนการขายเป็นขิงอ่อน หากราคาดีจะถอนขายเมืออายุประมาณ 4-6 เดือน ส่วนมากจะอยู่ประมาณเดือน กรกฎาคม- สิงหาคม เมื่อถอนแล้วนำมาตัดต้นแต่งแง่งและล้างน้ำรอส่งตลาด



การขยายพันธุ์ขิง

การเตรียมท่อนพันธุ์ขิง
เชื้อโรคแง่งเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย จะติดไปกับท่อนพันธุ์ขิงทำให้เกิดโรคระบาดในแปลงปลูก ดังนั้นต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีอย่าให้เชื้อติดไป โดยปฏิบัติดังนี้
1. เลือกท่อนพันธุ์ขิงจากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดมาทำพันธุ์ เป็นท่อนพันธุ์ ที่สมบูรณ์ ไม่มีร่อยรอยของการทำลายโรคและแมลง ข้อถี่ แง่งใหญ่ กลมป้อม ตาเต่ง เนื้อไม่นิ่ม ผิวเป็นมัน อายุประมาณ 10 - 12 เดือน
2. ทำการตัดแบ่งท่อนพันธุ์ขนาด 2-3 ตา ด้วย มีดที่สะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว โดยแช่มีดในน้ำยาฆ่าเชื้อโรคคือ แอลกอฮอล์ 70 % (แอลกอฮอร์ล้างแผล) หรือ คลอร็อกซ์ (น้ำยาฟอกผ้าขาว) หรือ น้ำยาไฮเตอร์ 10% แนะนำให้ใช้มีด 2 เล่ม ตัดหัวพันธุ์ขิงสลับกัน โดยใช้มีดเล่มแรกตัดหัวพันธุ์ขิงเสร็จกันก็เอามีดแช่น้ำยาไว้เมื่อจะตัดหัว พันธุ์ขิงต่อไปก็เอาเล่มแรกที่แช่น้ำยาไว้มาตัด ใช้มีดสลับกันตัดจะป้องกันเชื้อติดไปกับมีดตัดท่อนพันธุ์
3. แช่หัวพันธุ์ขิงที่ตัดแล้วในน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คือ ยาปฏิชีวนะ เตราซัยคลิน 40 แคบซูลต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร เป็นเวลา 20-30 นาที นำขึ้น
ผึ่งในที่ร่มให้แห้งน้ำยาที่ใช้แล้ว ห้ามทิ้งไว้ข้ามคืนหรือโดนแสงแดดจะเสื่อมคุณภาพดังนั้นจะต้องเตรียมน้ำยาทุก ครั้ง
4. นำหัวพันธุ์มาแช่ยากันราและแมลงอีกครั้ง เช่น เมตาแลกซิล กันโรคโคนเน่าจากเชื้อรา อัตรา 40-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และยากันแมลง เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เช่น คลอร์ไพรีฟอส อัตรา 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และผสมสารจับใบด้วย จะช่วยให้ยาติดท่อนพันธุ์ดีขึ้น

การเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์
ทำการเก็บเกี่ยวท่อนพันธุ์เมื่ออายุ 10-12 เดือนหลังจากปลูก หรือสังเกตได้จากใบและลำต้นเริ่มเหี่ยวเฉา เมื่อขิงมีอายุย่างเข้าเดือนที่ 8 ในการเก็บเกี่ยวนั้นหากเป็นพื้นที่แห้งและแข็ง ให้รดน้ำที่แปลงเพื่อให้ดินอ่อนตัวก่อนจึงใช้มือดึงขึ้นมาก จากนั้นเขย่าดินออกทิ้ง ตัดรากและใบเหี่ยวออก แยกแง่งที่จะใช้สำหรับทำพันธุ์ โดยเลือกแง่งที่อวบใหญ่ปราศจากเชื้อโรค แมลง และไม่มีแผล

การเก็บรักษาท่อนพันธุ์ (Seed rhizome)
ขิงมีการพักตัว 1-3 เดือน จึงควรเก็บรักษาพันธุ์ขิงไว้ในที่เย็นและแห้ง โดยก่อนเก็บควรจุ่มสารเคมีป้องกันโรคและแมลงโดยนำหัวพันธุ์มาใส่ถุงตาข่าย ไนลอน และแช่ในน้ำยาเคมี เช่น แมนเซ็ทดี 30-40 กรัม/น้ำ20ลิตร ผสมด้วยเมตาแลกซิล 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และคลอร์ไพริฟอส อัตรา 20-30 ml./น้ำ 20 ลิตร โดยแช่ไว้นาน 10-15 นาที ก่อนนำมาผึ่งให้แห้งแล้วเก็บไว้บนแคร่หรือชั้นในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก จนกว่าจะได้เวลาปลูกไม่ควรกองแม่พันธุ์ขิงไว้บนพื้นดิน เพราะจะทำให้เกิดโรคและแมลงติดมายังหัวพันธุ์ที่เก็บรักษาได้


โรคพืชในขิง

โรคเหี่ยวหรือแง่งเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial wilt or rhizome rot of ginger)

     


อาการโรค
อาการในระยะเริ่มแรกหลังจากถูกเชื้อเข้าทำลาย ใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ จะเหี่ยวตกลู่ลง ต่อมาจะม้วนเป็นหลอด และเหลือง อาการจะค่อยๆ ลามจากล่างสูงขึ้นไปยังส่วนบน ในที่สุดใบจะม้วนและเหลืองแห้งทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่จะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหลุดออกมาจากแง่งโดยง่าย แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจดูที่ลำต้นจะพบว่าส่วนที่เป็นท่อนํ้าท่ออาหาร จะถูกทำลายเป็นสีคลํ้าหรือนํ้าตาลเข้ม และมีเมือกของแบคทีเรียเป็นของเหลวสีขาวข้นคล้ายนํ้านมซึมออกมาตรงรอยแผล หรือรอยตัดของต้นหรือแง่งขิงที่เป็นโรค สำหรับแง่งจากต้นที่เพิ่งแสดงอาการโรคในระยะแรกหากนำขึ้นมาผ่าออกดู จะพบรอยชํ้าฉ่ำนํ้าเป็นปื้นๆ โดยเฉพาะแง่งที่ยังอ่อน ต่อมาอาการจะทวีความรุนแรงทำให้เนื้อขิงเปื่อยยุ่ยและสีคลํ้าขึ้น อาการเหล่านี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศชื้นและร้อน ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนทำให้ต้นหักพับตาย จะใช้เวลา 5-7 วัน เป็นอย่างช้า แต่ถ้าเป็นอาการที่เหี่ยว หรือเน่าที่เกิดจากเชื้อราหรือเชื้ออื่นๆ อาการจะค่อยๆ เป็น โดยต้นจะเหี่ยว ใบเหลือง แคระแกรนในระยะต้นๆ หรือหากพืชจะตายก็อาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือกว่านั้น และจะไม่พบเมือกเหนียวขาวขุ่นที่บริเวณลำต้นหรือแง่งที่เน่าเหมือน แบคทีเรีย
สาเหตุโรค : Pseudomonas solanacearum
การป้องกันกำจัด
1. เลือกใช้แง่งหรือท่อนพันธุ์ขิงที่สะอาดปราศจากเชื้อ หรือจากแหล่งที่ไม่เป็นโรค
2.หากไม่แน่ใจว่าแง่งหรือท่อนพันธุ์ที่ใช้สะอาดปราศจากโรคที่สำคัญก่อนปลูกควรล้างแง่งขิงด้วยน้ำจนสะอาดเสียก่อนและระวังอย่าให้เกิดแผลถลอกหรือรอยช้ำขึ้นกับผิวหรือเปลือก
3. หลีกเลี่ยงการปลูกขิงลงในดินที่มีโรคระบาดมาก่อนแม้จะในพืชอื่น เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ มะเขือยาว ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม แม้แต่กล้วย

โรคใบจุด (leaf spot)

     

อาการโรค
โรคใบจุดของขิงที่เกิดจากเชื้อราเป็นโรคที่จะพบระบาดแพร่หลายทั่วไปในเกือบจะทุกแห่งที่มีการปลูก บางครั้งก็อาจจะกลายเป็นโรคที่ทำความเสียหายรุนแรงหากสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยและมีเชื้อแพร่ระบาดมาก มีผลทำให้ต้นโทรม ผลิตผลต่ำ แง่งมีขนาดเล็กนํ้าหนักเบา
เชื้อราจะเข้าทำลายทั้งต้นและใบขิง เริ่มจากจุดช้ำฉ่ำนํ้าสีเหลือง ต่อมาจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นแผลจุดวงกลมรีเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดไปจนครึ่งเซนติเมตร (1-5 มม.) เนื้อเยื่อตรงกลางจะแห้งบางเป็นสีขาวนวลหรือนํ้าตาลอ่อน ขณะเดียวกันก็จะพบว่ามีการสร้าง fruiting body เป็นจุดสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์ของราเกิดขึ้นที่บริเวณแผลด้วย จุดแผลเหล่านี้เมื่อเป็นนานๆ จะค่อยๆ บางลง จนในที่สุดจะขาดหลุดออกจากเนื้อใบทำให้เกิดอาการเป็นรูพรุนขึ้นทั่วไป ในฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูงรอบจุดแผลจะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำสีเหลืองซีดเป็นวงคล้าย halo ล้อมอยู่โดย รอบ สำหรับที่ต้นและก้านใบแผลจะมีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่จะไม่มีวง halo ล้อมรอบ ต้นและใบขิงที่แสดงอาการมากๆ จะโทรมใบเหลือง ขอบใบแห้ง มองเห็นได้จากระยะไกล แตกกอน้อย ให้แง่งและผลิตผลลดลง
สาเหตุโรค : Phyllosticta zingiberi
การป้องกันกำจัด
1. เนื่องจากเชื้อ Phyllosticta sp. ก่อให้เกิดโรคกับต้นและใบพืช เชื้อจะมีลักษณะเป็น air-borne ปลิวอยู่ทั่วไปในอากาศ การป้องกันกำจัดโรคโดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อราต่างๆ เช่น   แคปแทน ไธแรม ซีเน็บ มาเน็บ ไดเทน เอ็ม 45 หรือเบนเลท อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นครั้งคราว หรือเมื่อมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นทุกๆ 5-7วัน ก็จะช่วยลดความเสียหายของโรคลงได้
2. ขจัดทำลายวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับขิง พร้อมกับเศษซากต้น ใบขิงที่เป็นโรคให้หมดจากแปลงปลูก

แมลงศัตรูขิง

หนอนและตั๊กแตนกินใบ : กัดกินข้างในเปนรอยแหว่ง แก้ไขโดยพ่นดวยสารคาร์บาริล 85% ดับลิวพีอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
เพลี้ยไฟ : ใบแห้งจากปลายใบเข้าหาโคนใบ แก้ไขโดยพ่นด้วยสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซีอัตรา 50มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  เพลี้ยแป้ง : แง่งขิงเป็นจุดกลม สีขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุดระบาดมากในระยะก่อนเก็บเกี่ยว แก้ไขโดย ก่อนปลกชุบหรือจุ่มทอนพันธุ์ด้วยสารมาลาไทออน 53% อีซีอัตรา 1 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในการขยายพันธุ์พืช เนื่องจากขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและได้พืชปลอดโรค นอกจากการชักนําให้เกิดเป็นต้นในขวดแล้ว ยังชักนําพืชบางชนิดให้สร้างหัวได้ จึงเหมาะสําหรับการขยายพันธุ์พืชที่ใช้หัวหรือท่อนพันธุ์เพราะง่ายต่อการขนส่ง สะดวกต่อการเก็บรักษาเพื่อใช้ปลูกทั้งในและนอกฤดู ลดขั้นตอนการย้ายต้นพันธุ์ออกจากขวด สามารถนําหัวหรือท่อนพันธุ์จากขวดลงปลูกในสภาพธรรมชาติโดยมีอัตราการรอดชีวิตสูง ปัจจุบันทั่วโลกมีความสําเร็จในการผลิตหัวพันธุ์ขนาดเล็กในพืชหลายชนิด เป็นต้นว่า กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ ได้แก่ ลิลลี่ แกลดิโอลัส และกลุ่มพืชอาหาร ได้แก่มันฝรั่งและหัวหอม เป็นต้น


การผลิตขิงปลอดโรค

1. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขิงปลอดโรค
คัดเลือกตาขิงจากแง่งขิงแก่ปลอดโรคที่ตรวจสอบโดยนักโรคพืชว่าไม่มีการเข้าทำลายของเชื้อโรคขิง  นำมาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อเพิ่มปริมาณต้นกล้าขิงและทำการตรวจสอบการเข้าทำลายของเชื้อโรคอีกครั้งก่อนนำต้นกล้าขิงออกปลูก

ต้นกล้าขิงหยวกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ในอาหารแข็ง

ต้นกล้าขิงหยวกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ในอาหารเหลวด้วยระบบ Bioreactor


2.ย้ายต้นกล้าขิงออกปลูก
นำขวดเนื้อเยื่อขิงออกวางให้เข้ากับสภาพบรรยากาศของโรงเรือนเพาะปลูกเป็นเวลา3-5 วัน แล้วทำการย้ายต้นกล้าออกปลูกโดยใช้ปากคีบดึงเบาๆ  ล้างวุ้นออกให้หมด แช่น้ำยาป้องกันเชื้อรา 15-20 นาที ปลูกบนวัสดุปลูกพีทมอสในถาดเพาะชำแล้วนำไปอนุบาลในตู้บ่มรักษาความชื้น เป็นเวลา 30 วัน
เมื่อต้นตั้งตัวได้ดี แข็งแรง เริ่มแตกยอดใหม่ นำออกมาวางในโรงเรือนพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อต้นกล้าอายุ 2 เดือน ย้ายปลูกลงถุงขนาด 8 x 10 นิ้ว ใช้วัสดุปลูก แกลบเผา :ขุยมะพร้าว: ทราย : ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตราส่วน 1:1:1:0.01 วางถุงปลูกในโรงเรือนยกพื้น  ปฎิบัติดูแลให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้ามีโรคและแมลงให้ฉีดยาป้องกันกำจัด  ให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ถุงละ 1 ช้อนชา ทุกเดือน จนอายุ 6 เดือน เปลี่ยนเป็นสูตร 13-13-21 จนอายุ 1 เดือน ก่อนเก็บเกี่ยว ให้หยุดใส่ปุ๋ย


ต้นกล้าขิงในถาดเพาะชำ อายุ 1 เดือน

 ต้นกล้าขิงในถุงดำ อายุ 1 เดือน

ต้นขิงอายุ 4 เดือน (ซ้าย) ต้นกล้าจาก Bioreactor (ขวา)

ต้นกล้าจากอาหารแข็ง


นอกจากนี้ขิงต้องการธาตุอาหารรองเช่นกันจึงควรฉีดพ่นทางใบทุก ๆ เดือนตามอัตราแนะนำเมื่อต้นขิงอายุ 10-12 เดือน  เก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ขิงไปสุ่มตรวจโรคก่อนนำไปเป็นแม่พันธุ์ขิงปลอดโรคเพื่อปลูกหรือจำหน่ายในฤดูถัดไป 

แง่งขิงต้นอายุ 4 เดือน จากต้นกล้าเพาะเลี้ยงระบบ Bioreactor

 แง่งขิงต้นอายุ 4 เดือน จากต้นกล้าเพาะเลี้ยงในอาหารแข็ง

ต้นขิงอายุ 10-12 เดือน พร้อมเก็บเกี่ยว

แง่งขิงจากต้นอายุ 12 เดือน


ขิง ( 2 รายการ )



รหัสสินค้า A11

ไบออนแบค

บาซิลัส ซับทิลิส




 

รหัสสินค้า A93

ซิงค์โกลด์

MgO 0.02%+Fe 0.04%+Mn 0.01%+Cu 0.01%+Zn 8.5%




 




ไรแดง(1), เพลี้ยแป้ง(10), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(5), เพลี้ยไฟ(15), หนอนชอนใบ(5), เพลี้ยอ่อน(6), แมลงหวี่ขาว(7), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(17), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(7), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(9), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(6), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(10), โรคแอนแทรคโนส(10), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(7), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(5), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(5), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(2), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(4), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(3), หนอนเจาะผล(2), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(3), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(2), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1), หนอนด้วงอ้อย(2), ด้วงหนวดยาว(1), ด้วงเต่าแตง(1), แมลงดำหนามมะพร้าว(2), ด้วงเต่ามะเขือ(1), ตัวอ่อนด้วงเต่าแตง(1), โรครากเน่าโคนเน่า(2), โรครากเน่าคอดิน(1)