ปุ๋ยเคมี (31)
 โรคพืช (41)
 สารกำจัดแมลง (39)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (19)
 สารชีวภัณฑ์ (4)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (17)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (40)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (4)
 กระเจี๊ยบ (1)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (6)
 กระหล่ำปลี (17)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (31)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (10)
 กะหล่ำดอก (6)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (35)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (18)
 ข้าวโพดหวาน (2)
 ข้าวโพด (11)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (49)
 ขิง (2)
 คะน้า (19)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (20)
 งา (1)
 เงาะ (11)
 ชบา (23)
 ชมพู่ (10)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (32)
 แตงกวา (30)
 แตงโม (18)
 แตงร้าน (9)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (29)
 ถั่วลันเตา (22)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (13)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (7)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (24)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (18)
 ฝ้าย (10)
 พริก (22)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (1)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (22)
 แฟง (1)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (17)
 มะเขือเทศ (22)
 มะเขือเปราะ (11)
 มะเขือยาว (14)
 มะนาว (15)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (40)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (1)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (9)
 มังคุด (14)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (32)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (1)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (23)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (25)
 ลิ้นจี่ (18)
 ลีลาวดี (27)
 ว่าน (2)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (20)
 สละ (3)
 สับปะรด (29)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (27)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (11)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (4)
 เจียไต๋ (11)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (35)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (9)
 ลัดดา (64)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

กุหลาบ


กุหลาบ เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงามยากที่จะหาดอกไม้ชนิดอื่นมาเปรียบเทียบ ได้จนกระทั่งมีผู้ให้ฉายาว่า "ราชินีแห่งดอกไม้" ดังนั้นกุหลาบจึงเป็นดอกไม้ที่ นิยมปลูกและใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งใน และต่างประเทศ นอกจากนี้กุหลาบยังมีคุณสมบัติที่ดีเด่นอีกหลายประการ สามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางเช่น ใช้เป็นไม้กระถาง ไม่ตัดดอก ตกแต่งสถานที่ ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบสําหรับทําเป็นนํ้ามันหอมระเหยและดอกไม้แห้ง ในการปลูกเป็นการค้าก็ยังได้เปรียบดอกไม้อีกหลายชนิด เป็นต้นว่าสามารถควบคุมการออกดอกได้ง่ายซึ่งทําให้กําหนดการออกดอกให้ตรงกับเทศกาล ทําให้สามารถจําหน่ายได้ราคาดีและเนื่องจากกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมของคนทั่วไป ดังนั้น จึงสามารถหาตลาดจําหน่ายได้ง่ายกว่าดอกไม้อื่น ๆ นอกจากนี้กุหลาบที่ปลูกในประเทศไทยยังเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาวซึ่งต่างกับ ประเทศในแถบยุโรปที่ต้องการหลาบมาก การจะปลูกกุหลาบในฤดูหนาวต้อง ปลูกในเรือนกระจก ทําให้เสียค่าใช้จ่ายสูงจึงส่งผลให้ดอกกุหลาบมีราคาแพง ดังนั้น ประเทศที่ปลูกกุหลาบได้ดีในฤดูหนาวจึงสามารถตัดดอกส่งไปขายในตลาดต่างประเทศได้ราคาดี

กุหลาบที่ปลูกในประเทศไทยปัจจุบันนี้มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ซึ่งถ้าแบ่งออกโดยสังเขป จะได้ดังนี้
1. กุหลาบตัดดอกหรือไฮบริดที(Hybrid Tea หรือ HT) ปกติมักออกดอกเป็นดอกเดี่ยว มีขนาดโต กลีบดอกซ่อน พุ่มต้นตั้งตรงสูงประมาณ 1-2เมตร กุหลาบที่มีขายทั่วไป ตามท้องตลาดขณะนี้มักจะเป็นกุหลาบประเภทนี้อย่างไรก็ตาม พันธุ์ไฮบริดทีนั้นมิได้ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้ดีทุกพันธุ์ดังนั้น จําเป็นต้องคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมสําหรับแต่ละท้องที่ ลักษณะที่เหมาะสมสําหรับจะใช้เป็นพันธุ์สําหรับตัดดอก คือ
1) แข็งแรง ต้นโต เลี้ยงง่ายและเจริญเติบโตได้ดี
2) ออกดอกสมํ่าเสมอไม่โทรมไวเมื่อถูกตัดดอกไปมาก
3) ทนต่อโรคและแมลงได้ดีพอสมควร
4) ลําต้นตั้งตรง ซึ่งจะทําให้ปลูกได้ชิดกันเป็นการประหยัดเนื้อที่
5) ให้กิ่งก้านยาวตรง มีหนามน้อย ใบงามสมดุลกับกิ่ง
6) ฟอร์มดอกดีทรงดอกยาวแบบแจกันหรือปลายกลีบดอกแหลม
7) กลีบดอกไม้ซ่อนหนาเกินไปจนดอกบานไม่ออก
8) กลีบดอกหนา ทนต่อการบรรจุหีบห่อและขนส่ง
9) ดอกมีสีสะดุดตาและไม่เปลี่ยนสีเมื่อดอกโรย
10)ไม่เหี่ยวเฉาง่ายหลังจากตัดแล้ว
11) ดอกมีกลิ่นหอม (ถ้าเป็นไปได้)

ปัจจุบันกุหลาบที่นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอกในประเทศไทย มีอยู่มากมายหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนําให้ปลูก มีดังนี้
- พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ พันธุ์บราโว. เรดมาสเตอร์พีช, คริสเตียนดิออร์, โอลิมเปียด, นอริค่า,แกรนด์มาสเตอร์พีช, ปาปามิลแลนด์, เวก้า
- พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ พันธุ์คิงส์แรนซัม,ซันคิงส์, เฮสมุดสมิดท์, นิวเดย์โอรีโกลด์และเมลิลอน
- พันธุ์ดอกสีส้ม ได้แก่ พันธุ์ซันดาวน์เนอร์, แซนดรา, ซุปเปอร์สตาร์หรือทรอพปิคานา
- พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ พันธุ์มิสออลอเมริกาบิวตี้ หรือมาเรีย,คาสลาส, ไอเฟลทาวเวอร์,สวาทมอร์, เฟรนด์ชิพ, เพอร์ฟูมดีไลท์, จูวังแซล,เฟิร์สท์ไพรซ์, อเควเรียส, ซูซานแฮมเชียร์
- พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ พันธุ์ไวท์คริสต์มาส เอทีนา
- พันธุ์ดอกสีอื่นๆ ได้แก่ พันธุ์แยงกี้ดูเดิ้ล, ดับเบิ้ลดีไลท์, เบลแอนจ์
นอกจากนี้ยังมีกุหลาบสําหรับเด็ดดอกร้อยพวงมาลัย เช่น กุหลาบพันธุ์ฟูซิเลียร์ ซึ่งมีดอกสีส้ม
      

2. กุหลาบพวง หรือ ฟลอริบันด้า ( Foribunda หรือ F.) กุหลาบพวงมีความแข็งแรงทนทานกว่ากุหลาบตัดดอก ออกดอกดกแต่ดอกไม่ใหญ่เท่ากับกุหลาบตัดดอกแต่มีครบทุกสี และออกดอกเป็นช่อทีละหลาย ๆ ดอก จึงนิยมเรียกว่ากุหลาบพวง และมักบานพร้อมกัน ดอกมีขนาดเล็ก พุ่มต้นตั้งตรงสูง ประมาณครึ่งเมตรถึง 1 เมตร เหมาะสมที่จะปลูกในแปลงประดับและในกระถางเช่น พันธุ์ฟูซีเลียร์, พันธุ์แองเจลเฟส
   

3. ประเภทแกรนดิฟลอร่า (Grandiflora หรือ Gr. ) กุหลาบประเภทนี้เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่างกุหลาบตัดดอก และกุหลาบพวง มีลักษณะเป็นดอกเดี่ยว แต่ดอกเล็กกว่ากุหลาบตัดดอก มีก้านยาว ต้นโต สูงและแข็งแรง เช่น พันธุ์คาเมล็อท, พันธุ์คาเสทไนท์พันธุ์เรดมาสเตอร์พืช พันธุ์แกรนด์มาสเตอร์พืช พันธุ์นิวเดย์ พันธุ์มิสออลอเมริกันบิวตี้พันธุ์เพอร์ฟูมดิไลด์
      

 4. กุหลาบ หรือ มินิเอเจอร์ (Miniature หรือ Min.) เป็นกุหลาบที่มีขนาดพุ่มต้นเล็ก สูง 1- 2 ฟุตออกดอกเป็นพวงและดอกมีขนาดเล็ก นิยมปลูกประดับแปลง และใช้เป็นไม้กระถาง เช่น พันธุ์เบบี้มาสเคอร์เหรด
      

5. กุหลาบเลื้อย หรือ ไคลมเบอร์ (Climher หรือ Cl.) กุหลาบชนิดนี้ลําต้นสูงตรง นําไปเลื้อยพันกับสิ่งต่าง ๆได้ดอกมีทั้งเป็นดอกขนาดใหญ่และดอกเป็นพวง เช่น พันธุ์ดอนจวน, พันธุ์ค็อกเทล
   

6. ประเภทโพลีแอนท่า (Polyantha หรือ Pol.) เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่างพันธุ์โรซ่า มัลติฟอร่ากับ โรซ่า ไชเนนซิสมีขนาดพุ่มต้นเตี้ย แข็งแรงและทนทานมาก ออกดอกเป็นพวงคล้ายกุหลาบพวง ลักษณะดอกและต้นคล้ายกุหลาบหนูแต่จะแตกต่างกับกุหลาบหนูตรงที่กุหลาบโพลีแอนท่าจะมีหูใบที่มีลักษณะของพันธุโรซ่า มัลติฟลอร่า กุหลาบประเภทนี้เช่น พันธุ์วายวอน ราเบีย
   

7. ประเภทแรมเบลอร์ (Rambler หรือ R) มีลําต้นยาวและอ่อนโค้งออกดอกเป็นพวง และดอกมีขนาดเล็ก เช่น พันธ์ไดโรทีเปอร์กิน
      

 8. กุหลาบพุ่ม หรือซรับโรส (Shrub หรือ S.) ได้แก่กุหลาบพันธุ์ป่าหรือลูกผสมของพันธุ์ป่า ซึ่งมีทรงต้นเป็นพุ่ม ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็กส่วนมากมีกลีบชั้นเดียว เช่น พันธ์โรซ่า นิติด้า, โรซ่ามัลติฟลอร่า, โรซ่า รูโกซ่า

  



การขยายพันธุ์

       ในการขยายพันธุ์กุหลาบเราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตัดชำ  การติดตา การตอนกิ่ง และการเพาะเมล็ด  บางครั้งเพื่อให้ได้ต้นกุหลาบที่มีรากแข็งแรง และให้ผลผลิตสูงเกษตรกรมักนิยมกุหลาบพันธุ์ดีที่ติดตาบนตอกุหลาบป่า
การตอนกิ่ง
วิธีนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะทำได้ง่ายและเห็นผลเร็ว กิ่งที่เลือกต้องเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย  ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป คือสีเปลือกเขียวเข้มจนถึงน้ำตาลอ่อน  เปลือกล่อนออกจากกิ่งได้ง่าย วิธีตอนที่นิยมทำคือ การตอนแบบหุ้มกิ่ง โดยใช้มีดคมๆ ควั่นเปลือกรอบกิ่ง 2 รอย ห่างกันประมาณ 2.5-3 ซม. ให้รอยควั่นด้านบนอยู่ใต้ตาเล็กน้อย  กรีดตามยาวและลอกเอาเปลือกออก แล้วใช้สันมีดขูดเมือก ออกให้หมด จากนั้นนำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำจนอิ่มตัวหุ้มตรงรอยควั่น นำถุงพลาสติกมาหุ้มทับอีกที แล้วมัดด้วยเชือกที่หัวท้ายให้แน่น กิ่งตอนจะเริ่มออกรากในเวลา 2-3 สัปดาห์

การติดตา 
นิยมติดตาพันธุ์ดีบนต้นตอกุหลาบป่า ได้แก่ Rosa multiflora หรือ R.indical (R. chinensis) ซึ่งมี ความแข็งแรงและทนทาน ก่อนทำการติดตาต้องเตรียมต้นตอและเลือกตาพันธุ์ดีที่จะนำมาติด ควรเลือกต้นกุหลาบป่าที่กำลังเจริญเติบโต เปลือกล่อนจากเนื้อ  ตาที่ใช้ควรเป็นตาจากกิ่งที่ดอกเริ่มเหี่ยวประมาณ ตาที่ 3-4 นับจากตาแรกที่อยู่ใกล้ดอกลงมาหรือเลือกจากกิ่งที่สมบูรณ์เต็มที่  โดยเลือกเอาตาที่นูนเด่นชัด วิธีการที่นิยมทำคือ การติดตาแบบตัวที (T-budding) โดยกรีดต้นตอตามทางยาวประมาณ 3-4 ซม. แล้วตัดขวางชิดกับรอยกรีดด้านบน ใช้มีดเผยอเปลือกตามรอยกรีดด้านบนออกทั้งสองข้าง จากนั้นใช้มีดเฉือนตาจากกิ่งพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ให้เท่ากับแผลบนต้นตอ นำแผ่นตาสอดลงไปในแผลบนต้นตอ พันด้วยพลาสติกให้แน่น หลังจากติดตา 7-10 วัน ถ้าแผ่นตายังเป็นสีเขียวแสดงว่าการติดตาได้ผล การขยายพันธุ์ด้วยการติดตานี้ทำให้กุหลาบของเรามีดอกได้หลายสีในต้นเดียวกัน
การปักชำ 
วัสดุปักชำ ได้แก่ ทรายหยาบผสมกับขี้เถ้าแกลบ ในปริมาณเท่าๆ กัน กิ่งที่จะใช้ปักชำควรเป็นกิ่งที่มีดอกเริ่มแย้ม  หรือกิ่งที่ดอกบานไปแล้วไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ตัดให้มีความยาว 5-6 นิ้ว มีใบติด 3-5 ใบ ขึ้นไป ตัดแล้วนำไปจุ่มในน้ำก่อนนำไปปักชำ ช่วงเวลาในการตัดกิ่งควรเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น วิธีนี้นิยมใช้ขยายพันธุ์กุหลาบหนู
การเพาะเมล็ด 
จะต้องให้เมล็ดผ่านอุณหภูมิต่ำชั่วระยะเวลาหนึ่งจึงจะงอก โดยธรรมชาติของกุหลาบจะติดเมล็ดในอากาศหนาวหรือเขตอบอุ่น  เมล็ดจึ่งไม่สามารถงอกได้ทันทีที่อุณหภูมิห้องปกติ เมื่อนำเมล็ดกุหลาบไปเพาะในภาชนะที่ใส่วัสดุเพาะ เช่น ขุยมะพร้าวที่ชื้นคลุมด้วยถุงพลาสติกแล้ว จะต้องนำไปเพาะในตู้เย็นประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะมีจำนวนเมล็ดงอกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงนำออกมาไว้ข้างนอก เมื่อต้นกล้างอกหมด แล้วจึงย้ายลงกระถางหรือถุงชำ


การปลูกกุหลาบ

การเตรียมดินและหลุมปลูก
หลุมสำหรับปลูกกุหลาบควรลึกประมาณ 15-18 นิ้วและกว้างเท่าๆ กัน เพื่อให้โอกาสกับรากให้แผ่กระจายได้เต็มที่เมื่อต้นโตขึ้น ถ้าดินแข็งและระบายนํ้าไม่ดีให้ขุดลึกลงไปอีก 2-3 นิ้ว แล้วใส่อิฐหักหรือกระถางแตก ๆ ลงไปที่ก้นหลุมเพราะกุหลาบไม่ชอบให้นํ้าขังราก
ถ้าไม่แน่ใจว่าหลุมนั้นจะระบายน้ำดีให้ลองเอานํ้าใส่หลุมสักครึ่งหลุม ถ้าใน 2 ชั่วโมงต่อมานํ้ายังไม่แห้งไป ต้องใช้วัสดุระบายน้ำช่วย หรือหาที่ปลูกใหม่
ดินที่ขุดออกจากหลุมควรเติมอินทรียวัตถุ เช่นใบไม้ผุ ขี้วัวเก่าๆ หรือปุ๋ยอินทรีย์ การเติมอินทรียวัตถุและทรายหยาบลงในดินเหนียวจะช่วยให้กุหลาบเติบโตได้ดีและให้ดอกดกขึ้น ดินก้นหลุมนั้นควรเติมปุ๋ยกระดูกเพื่อให้ธาตุฟอสฟอรัสอย่างช้าๆ ไปตลอด 1-2 ปี โดยใส่กระดูกป่นประมาณ 3 กระป๋องนมข้น ปุ๋ยคอก 2 กระป๋องนม ถ้าหาปุ๋ยคอกไม่ได้ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 6-10-4 หรือ 5-10-6 ครึ่งกระป๋องนมแล้วคลุกกับดินให้ทั่ว พอขุดหลุมแล้วเอาน้ำใส่ในหลุมเพื่อให้น้ำซึมในดินจนแน่ใจว่าดินดูดซับความชื้นไว้พอเพียง โดยเฉพาะการปลูกปลายฤดูร้อน หรือต้นฤดูฝน
สำหรับกุหลาบล้างราก (bare root roses) ให้ตัดปลายกิ่งออกให้เหลือกิ่งยาวเพียง 2-3 ตา จะเร่งให้ได้ต้นใหม่ที่แข็งแรง มีรากงามและเติบโตได้ดี
เมื่อจะปลูกให้เอาดินที่ผสมไว้ใส่ก้นหลุมราว 2/3 แล้วพูนขึ้นเป็นเนิน เอารากแผ่ไปบนดินที่พูนไว้ใช้ด้ามจอบพาดปากหลุมวางต้นลง กะให้รอยติดตาอยู่เหนือระดับไม้ที่พาดปากหลุมเล็กน้อย จะได้กิ่งกระโดงแตกออกจากบริเวณรอยติดตา กลบดินรอบต้นให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง ระยะปลูกของกุหลาบ Hybrid tea คือ 18-24 นิ้ว กุหลาบเลื้อยใช้ 8-16 ฟุต กุหลาบหนูใช้ 6-12 นิ้ว

การให้น้ำกุหลาบในแปลง
ควรรดน้ำเฉพาะโคนต้นให้ชุ่มลึกลงไปประมาณ 1 ฟุตเป็นอย่างน้อย การรดน้ำให้ถึงระดับรากอาทิตย์ละครั้งดีกว่าการให้นํ้าน้อยๆ แต่ให้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง การให้น้ำด้วยระบบฝนโปรย(sprinkler) ไม่เหมาะสำหรับกุหลาบเพราะทำให้ใบเปียก อาจเป็นการแพร่กระจายโรค ถ้าสายยางมีหัวฉีด ถอดหัวฉีดออก แล้วรดนํ้าให้ชุ่มที่โคนต้น แต่อย่าปล่อยให้นํ้านองไหลเซาะหน้าดิน

การคลุมดิน
การคลุมดินให้กุหลาบหลังจากปลูกเสร็จแล้ว มีประโยชน์หลายอย่างคือวัสดุคลุมดินจะช่วยรักษาความชื้นให้กับดินโดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อน ช่วยทำให้ดินไม่แน่นทึบ ทำให้จุลินทรีย์และไส้เดือนในดินทำงานได้ดี วัสดุคลุมดินช่วยป้องกันสปอร์และราในดินไม่ให้ถูกใบและดอก การคลุมดินทำให้วัชพืชขึ้นน้อยมาก หรือถ้างอกขึ้นมาก็กำจัดออกได้ง่าย ประการสุดท้ายคือ ถ้าคลุมดินให้กุหลาบแล้ว ไม่จำเป็นต้องพรวนดิน
วัสดุคลุมดินถ้าเป็นอินทรียวัตถุก็จะเป็นประโยชน์อีกต่อหนึ่ง คือ นอกจากทำหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อนานไปก็ผุเปื่อยเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย
สิ่งที่ใช้เป็นวัสดุคลุมดินที่ดี ได้แก่ หญ้าที่ตัดจากสนาม เปลือกถั่ว ปุ๋ยคอกที่ผุดีแล้ว ซังช้าวโพด หรือฟางข้าวตัดเป็นชิ้นเล็ก แกลบ ขี้เถ้าแกลบ กากเมล็ดพืชที่หีบนํ้ามันออกแล้ว ฯลฯ
ถ้าจะใช้อิฐหรือกรวด หรือผ้าพลาสติกคลุมดินก็ได้ แต่จะไม่ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน วัสดุที่เหมาะต้องรองรับนํ้าหรือฝนให้ซึมผ่านรากพืช ในเวลาเดียวกันก็คลุมป้องกันแสงแดด ทำให้อุณหภูมิของดินเย็นลง แต่ต้องมีน้ำหนักพอที่จะไม่ถูกลมพัดปลิวกระจายได้ง่าย
การคลุมดินควรคลุมหนา 1-2 นิ้ว ถ้าวัสดุคลุมดินยุบควรเติมให้ด้วย

การให้ปุ๋ย
กุหลาบต้องการปุ๋ยสองชนิดคือปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ควรคลุกกับดินตั้งแต่ตอนเตรียมหลุมปลูก สำหรับปุ๋ยเคมีนั้นควรให้ครั้งแรกในฤดูที่กำลังเติบโตเช่นต้นฤดูฝน ปุ๋ยที่ควรใช้คือสูตร 5-10-5, 6-10-4 หรือ 4-6-4 และให้เดือนละครั้งหรือ 4-5 อาทิตย์ต่อครั้ง ไม่ต้องบ่อยกว่านี้ เนื่องจากระยะเวลาจากตาดอกเจริญเป็นดอกใช้เวลาประมาณ 5-6 อาทิตย์แล้วแต่พันธุ์ การให้ปุ๋ยใช้วิธีหว่านรอบต้นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หรือละลายน้ำรดให้ก็ได้ นอกจากนี้ควรให้ปุ๋ยทางใบสลับกับการให้ปุ๋ยทางรากจะให้ผลดียิ่งขึ้นปุ๋ยทางใบที่ใช้คือปุ๋ยสูตร 15-15-15, 20-20-20 ใช้อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ/นํ้า 4-5 ลิตร ฉีดให้ชุ่มทั้งใต้ใบและบนผิวใบทุกอาทิตย์เว้นอาทิตย์

การตัดแต่งกิ่ง
เมื่อปลูกกุหลาบไปนานเข้า ต้นจะเก้งก้าง ให้ดอกเล็กลง มีก้านผอมบาง การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้กิ่งที่แตกออกมาใหม่แข็งแรงและให้ดอกที่มีคุณภาพดี การตัดแต่งกิ่งควรทำตอนต้นฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว ถ้าตัดแต่งถูกวิธีใน 45 วันต่อจากนั้นก็จะได้ดอกชุดแรก
การตัดแต่งกิ่ง ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
1. ตัดกิ่งตาย กิ่งที่เป็นโรค กิ่งผอมบางและกิ่งไขว้หรือกิ่งที่เจริญเข้าหาใจกลางต้นออกให้หมด
2. ตัดกิ่งแก่ออกและเลือกกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่แข็งแรงให้เป็นกิ่งใหม่แทน
3. ตัดด้วยกรรไกรที่คม ตัดเฉียง 45องศา เหนือตาเพียงครึ่งนิ้ว ตัดเหนือตานอกที่จะแตกกิ่งออกจากทรงพุ่มเพื่อเปิดทรงพุ่มให้โปร่ง
4. เลี้ยงกิ่งใหญ่ไว้เพียง 3-4 กิ่งต่อต้น และตัดให้เหลือความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของความสูง ดิม เช่นต้นสูง 1 เมตร ก็ตัดให้เหลือครึ่งเมตร
5. ใช้ปูนแดงทาแผลที่มีขนาดใหญ่กว่าปลายนิ้วก้อยเพื่อกันเชื้อโรคเข้าแผล
การตัดแต่งกิ่ง ถ้าตัดให้เหลือกิ่งสั้นมาก เช่นให้เหลือความยาวเพียง 8-10 นิ้ว จะได้ดอกที่มีก้านแข็งแรงและดอกใหญ่ แต่ได้ดอกช้ากว่าการตัดให้เหลือกิ่งยาว การตัดให้เหลือกิ่งยาวจะได้ดอกมากกว่าได้ดอกเร็วกว่า แม้ขนาดดอกจะเล็กกว่าบ้าง
สำหรับการตัดดอกนั้น ถ้าเป็นต้นเล็กควรตัดใบติดไปกับดอกเพียง 2 ใบ เพื่อให้มีใบเหลือติดต้นไว้มากๆ จะได้สร้างอาหารไว้สร้างดอกใหม่ต่อไป ถ้าเป็นต้นใหญ่ตัดให้เหลือ 2 คู่ใบติดไว้กับต้น ตาที่เหลือจะแตกออกเป็นกิ่งดอกที่แข็งแรง เมื่อตัดแล้วรีบแช่ในน้ำอุ่น 37-38 องศาเซลเซียส ทันทีทิ้งไว้จนนํ้าเย็นลง แล้วจึงตัดโคนก้านใหม่ก่อนนำไปจัดแจกัน


การปลูกกุหลาบในกระถาง

       ขนาดกระถางที่ใช้ปลูกกุหลาบ มีตั้งแต่ 6, 8, 19 และ 12 นิ้ว ขนาดของกระถางมีความสัมพันธ์กับขนาดของต้นด้วย คือถ้าขนาดของต้นยังเล็กแล้วนำไปปลูกในกระถางใหญ่ ต้นอาจตายได้ เพราะเครื่องปลูกแฉะเกินไป (เนื่องจากให้น้ำชุ่มเครื่องปลูกแต่ต้นยังเล็ก รากดูดน้ำไปใช้แล้วยังมีเหลือเฟือ ถ้าปลูกต้นเล็กควรใช้กระถาง 6 นิ้ว แล้วเปลี่ยนเป็น 8, 10 และ 12 นิ้ว ตามลำดับ จะเจริญได้งอกงามดีกว่า

        เครื่องปลูก การปลูกกุหลาบในกระถางเป็นการจำกัดเนื้อที่ที่รากจะแผ่กระจายไป จึงควรใช้เครื่องปลูกที่ผสมแล้วอย่างดี กุหลาบจึงจะเจริญเติบโตได้เต็มที่ เครื่องปลูกต้องระบายนํ้าได้ดี มีธาตุอาหารค่อนข้างสูง ตัวอย่างของเครื่องปลูกก็เช่น ดิน ใบไม้ผุ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1 : 2: 1และถ้าเครื่องปลูกผุง่ายหรือยุบต้องคอยเติมให้เรื่อยๆ
เมื่อปลูกลงกระถางแล้ว ควรวางในที่อับลม มิฉะนั้น จะระเหยนํ้าทางใบมาก และต้นจะโยกคลอนได้ง่ายด้วย
การให้น้ำ ควรแน่ใจว่าน้ำซึมชุ่มบริเวณโคนต้นจนลงไปถึงก้นกระถางทุกครั้ง ให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย
การดูแลรักษา เหมือนกับกุหลาบปลูกในแปลง รวมทั้งการให้ปุ๋ยด้วย
การเปลี่ยนกระถาง ปกติจะเลี้ยงในกระถาง 6 นิ้วก่อน แล้วสังเกตการเจริญเติบโตของต้น ถ้าต้นโตเกินกระถางขณะนั้นรากจะแตะขอบกระถางทำให้ร้อน รากจะแห้งไม่สามารถหาอาหารได้ ควรเปลี่ยนไปปลูกในกระถางใหญ่ขึ้น

 

โรคพืชในกุหลาบ

       กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีศัตรูมากพืชหนึ่ง ดังนั้นการป้องกันและกำจัดศัตรูกุหลาบให้มีประสิทธิภาพ ผู้ปลูกควรทราบลักษณะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และวงจรชีวิตของศัตรูนั้น ๆ รวมทั้งการป้องกันกำจัด และการใช้สารเคมีให้มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่น และควรฝึกเจ้าหน้าที่ให้หมั่นตรวจแปลง และสังเกตต้นกุหลาบทุกวันจะช่วยให้พบโรคหรือแมลงในระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถกำจัดได้ง่าย ในการฉีดพ่นสารเคมีควรใช้สารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้งเพื่อให้สารนั้น ๆ แสดงประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จากนั้นนั้นควรสับเปลี่ยนกลุ่มของสารเคมีเพื่อลดการดื้อยา
โรคราน้ำค้าง (Downey mildew) เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Peronospora spasa ลักษณะการทำลาย อาการจะแสดงบน ใบ กิ่ง คอดอก กลีบเลี้ยง และกลีบดอก การเข้าทำลายจะจำกัดที่ส่วนอ่อน หรือส่วนโรคราแป้ง (Powdery mildew) เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Sphaerotheca pannosa ลักษณะการทำลาย อาการเริ่มแรกผิวใบด้านบนจะมีลักษณะนูน อวบน้ำเล็กน้อย และบริเวณนั้นมักมีสีแดง และจะสังเกตเห็นเส้นใย และอัปสปอร์ สีขาวเด่นชัดบนผิวของใบอ่อน ใบจะบิดเบี้ยว และจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยสีขาว ใบแก่อาจไม่เสียรูปแต่จะมีราแป้งเป็นวงกลม หรือรูปทรงไม่แน่นอน
โรคใบจุดสีดำ (black spot: Diplocarpon rosae) เป็นโรคที่พบเสมอ ๆ ในกุหลาบที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ หรือปลูกประดับอาคารบ้านเรือนเพียง 2-3 ต้น โดยมากจะเกิดกับใบล่าง ๆ อาการเริ่มแรกเป็นจุดกลมสีดำขนาดเล็กด้านบนของใบ และจะขยายใหญ่ขึ้นหากอากาศมีความชื้นสูง และผิวใบเปียก หากเป็นติดต่อกันนาน จะทำให้ใบร่วงก่อนกำหนด ต้นโทรม ใบและดอกมีขนาดเล็กลง

        โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของไวรัส เช่น ใบด่างซีดเหลือง หรือด่างเป็นซิกแซก
โรคราสีเทา (botrytis: Botryotinia fuckeliana syn. Botrytis cinerea) มักพบในสภาพอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์สูง และการระบายอากาศไม่ดีพอ ดอกตูมจะเป็นจุดสีน้ำตาล และลามขยายใหญ่และเน่าแห้ง การป้องกันกำจัด เพื่อไม่ให้ดอกกุหลาบถูกฝนควรปลูกกุหลาบในโรงเรือนพลาสติก การป้องกันควรฉีดพ่นสารเคมีด้านข้างและด้านบนดอกด้วย คอปเปอร์ ไฮดร๊อกไซด์ แมนโคเซ็บ หรือ คอปเปอร์ อ๊อกซี่คลอไรด์
โรคกิ่งแห้งตาย (die back) เกิดจากตัดกิ่งเหนือตามากเกินไปทำให้เชื้อราเข้าทำลายกิ่งเหนือตาจนเป็นสีดำ และอาจลามลงมาทั้งกิ่งได้ ดังนั้นจึงควรตัดกิ่งเหนือตาประมาณ 1/4 นิ้ว ทำมุม 45 องศาเฉียงลง



ศัตรูพืชกุหลาบ

       1. หนอนเจาะดอก เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กซึ่งจะวางไข่อยู่ที่กลีบดอกด้านนอก เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวจะกัดกินดอกและอาศัยอยู่ในดอก ระบาดมากช่วงที่กุหลาบให้ดอกดก หรือในช่วงฤดูหนาว ควรป้องกันโดยใช้สารเคมีประเภทดูดซึม เช่น ดิลดริน ฟอสดริน

        2. หนอนกินใบ เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืน มักวางไข่อยู่ใต้ใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนก็จะทําลายใบที่อาศัย บางชนิดทําลายเฉพาะผิวเนื้อใต้ใบทําให้ใบมีลักษณะโปร่งใสมองเห็นได้ชัดเจน สารเคมีที่ใช้ได้ผลดีเช่น เอนดริน


3. หนอนเจาะต้น เป็นหนอนของผึ้งบางชนิดและหนอนของแมลงวันบางชนิด อาจจะเป็นหนอนของพวกต่อแตนด้วย หนอนชนิดนี้จะเจาะกินไส้กลาง และบริเวณท่อนํ้าของกิ่งหรือต้น ทําให้กิ่งและต้นแห้งตายควรป้องกันกําจัด โดยการตรวจดูบริเวณรอยต่อระหว่างกิ่งแห้งและกิ่งดี หากพบตัวหนอนก็ทําลายเสีย หรือป้องกันโดยการตัดแต่งกิ่งตามกําหนด


4. แมลงปีกแข็ง บางทีเรียกด้วงปีกแข็ง มีทั้งชนิดตัวสีดําและสีนํ้าตาล ขนาดประมาณ 1.5-2เซนติเมตร ออกหากินในเวลากลางคืนระหว่าง 1-3 ทุ่ม โดยการกัดกินใบกุหลาบ ส่วนในเวลากลางวันจะซ่อนตัวอยู่ตามกอหญ้า ป้องกัน โดยใช้สารเคมีเช่น คลอเดน หรือ เซพวิน


5. ผึ้งกัดใบ จะกัดกินใบกุหลาบในช่วงเวลากลางวัน สังเกตได้ที่รอยแผลมักจะเป็นรอยเหมือนถูกเฉือนด้วยมีดคมๆ เป็นรูปโค้งป้องกันได้เช่นเดียวกับแมลงปีกแข็ง


6. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูด มีสีนํ้าตาลดํา ตัวอ่อนสีขาวนวลจะดูดกินนํ้าเลี้ยงจากใบและดอกทําให้ดอกที่ถูกทําลายไม่บาน ระบาดมากในฤดูร้อน ป้องกันโดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมีเช่น โตกุไทออนคลอเดนหรือนิโคตินซัลเฟต

7. เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงปากดูดมักเกาะกินตามใบอ่อนหรือง่ามใบ ทําให้ใบหงิกงอ ควรป้องกันกําจัดโดยใช้สารเคมีกําจัดแต่ต้องผสมสารเคลือบใบลงไป ด้วยเพราะบนตัวเพลี้ยแป้งจะมีขนปุยสีขาวปกคลุม ซึ่งมีลักษณะเป็นมันจับนํ้าได้ยาก


 8. เพลี้ยหอย เป็นแมลงปากดูด มักเกาะทําลายโดยดูดนํ้าเลี้ยงจากลําต้น จะสังเกตเห็นเป็นจุดสีนํ้าตาลอยู่บนกิ่งของกุหลาบ เพลี้ยหอยนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ตัวของมันจะมีเปลือกหุ้มหนาทําให้แมลงซึมเข้าถึงตัวได้ยาก ฉะนั้นวิธีกําจัดที่ได้ผลดีก็คือ ใช้นํ้ามันทาหรือฉีดพ่นเคลือบตัวมันไว้ทําให้เพลี้ยไม่มีทางหายใจ และตายในที่สุด แต่เมื่อเพลี้ยตายแล้วจะไม่หลุดจากลําต้นจะยังติดอยู่ที่เดิม

9. เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงปากดูด ทําลายพืชตรงบริเวณส่วนที่เป็นยอดอ่อนและใบอ่อน ทําให้ใบเหลืองและร่วงหล่น ควรป้องกันกําจัดโดยใช้สารเคมีเช่น ฟอสดริน เอนดริน และพาราไธออน เป็นต้น


10. แมงมุมแดง เป็นแมงชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่แมลง ตัวมีขนาดเล็กมากเห็นเพียงจุดสีแดงอยู่ตามใต้ใบโดยจะเกาะและดูดนํ้าเลี้ยงจากใบที่ถูกทําลายนั้น ปรากฏเป็นจุดสีเหลืองซึ่งมองเห็นได้บนหลังใบ สําหรับสารเคมีที่ใช้กําจัดได้ผลคือ เคลเทน

กุหลาบ ( 35 รายการ )



รหัสสินค้า A210

ออสโมโค้ท-พลัส

สูตร 12-25-6+1% แมกนีเซียม




 

รหัสสินค้า A131

โมสาท บี-พลัส

แคลเซียม + โบรอน




 

รหัสสินค้า A133

โมสาท ซิงค์

 




 

รหัสสินค้า A202

เกอมาร์ นาโน

 






 


รหัสสินค้า A157

ซาพรอล

ไตรโฟรีน








 

รหัสสินค้า A13

เบนซาน่า-เอฟ

คาร์เบนดาซิม




 

รหัสสินค้า A119

ฟอสฟิทอล เอ็กซ์ตร้า

สูตร 0-30-18




 

รหัสสินค้า A189

ออสโมโค้ท

สูตร 13-13-13




 


รหัสสินค้า A165

มามีโกร

สูตร 12-9-6




 

รหัสสินค้า A18

นิวบอร์น

ไดฟีโนโคนาโซล




 

รหัสสินค้า A93

ซิงค์โกลด์

MgO 0.02%+Fe 0.04%+Mn 0.01%+Cu 0.01%+Zn 8.5%




 

รหัสสินค้า A92

บิงโกไวท์

CaO 10%, B 1%




 


รหัสสินค้า A84

อีเดน

0-25-16




 

รหัสสินค้า A94

สตาเวีย

MgO 0.08%+Fe 0.07%+Mn 0.02%+Cu 0.03%+Zn 0.02%+B 0.01%+Mo 0.002%




 

รหัสสินค้า A95

อินเตอร์มิกซ์

MgO 1%+S 3.6%+Fe 1.3%+Mn 1.3%+Cu 0.1%+Zn 1.1%+B 0.09%+Mo 0.02%




 

รหัสสินค้า A96

พาซแมก

MgO 7%




 


รหัสสินค้า A91

บิงโกแบล็ค

CaO 10%, B 1%




 

รหัสสินค้า A132

โมสาท แม็ก

 




 

รหัสสินค้า A162

นูบา-สเปรย์ แคลเซียมโบรอน

แคลเซียม (CaO) 7.0% โบรอน (B) 0.8%




 

รหัสสินค้า A206

โฟแมกซ์ 600

 




 


รหัสสินค้า A121

เออร์โกสติม

 




 

รหัสสินค้า A171

เบสมอร์

 




 

รหัสสินค้า A208

โฟแมกซ์ แมกนีเซียม 300

 




 

รหัสสินค้า A14

เบนซาน่า

คาร์เบนดาซิม 50% WP




 


รหัสสินค้า A85

ไดอาต้า

17-0-3




 

รหัสสินค้า A196

นูแทค บาลานซ์

สูตร 14-14-11




 

รหัสสินค้า A192

นูแทค ซุปเปอร์-เค

สูตร 6-12-26




 

รหัสสินค้า A193

ยูทิไลซ์ แมกซ์

 




 


รหัสสินค้า A22

ท๊อปกัน

แมนโคเซบ




 

รหัสสินค้า A140

โปรวาโด

อิมิดาโคลพริด




 

รหัสสินค้า A178

เซอร์วาไจเซอร์ เอ็กเพรส 4-41-27

สูตร 4-41-27




 

รหัสสินค้า A179

เซอร์วาไจเซอร์ เอ็กเพรส 18-18-18

สูตร 18-18-18




 


รหัสสินค้า A174

นูริช

แคลเซียม โบรอน




 

รหัสสินค้า A128

โคปิน่า 85 ดับบลิวพี

คอปเปอร์ ออกซีคลอไรด์




 

รหัสสินค้า A170

ฮอร์ทิไดน์

สูตร 25-5-5




 




เพลี้ยแป้ง(9), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(4), เพลี้ยไฟ(12), หนอนชอนใบ(4), เพลี้ยอ่อน(5), แมลงหวี่ขาว(5), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(16), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(6), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(8), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(7), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(9), โรคแอนแทรคโนส(8), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(5), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(4), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(4), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(1), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(3), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(1), หนอนเจาะผล(1), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(1), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(1), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1),