ปุ๋ยเคมี (31)
 โรคพืช (41)
 สารกำจัดแมลง (39)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (19)
 สารชีวภัณฑ์ (9)
 เมล็ดพันธุ์ (172)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (19)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (43)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (4)
 กระเจี๊ยบ (1)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (6)
 กระหล่ำปลี (17)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (31)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (11)
 กะหล่ำดอก (6)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (36)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (17)
 ข้าวโพดหวาน (2)
 ข้าวโพด (11)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (48)
 ขิง (2)
 คะน้า (21)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (20)
 งา (1)
 เงาะ (11)
 ชบา (24)
 ชมพู่ (10)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (33)
 แตงกวา (30)
 แตงโม (18)
 แตงร้าน (9)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (29)
 ถั่วลันเตา (22)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (12)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (8)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (25)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (17)
 ฝ้าย (10)
 พริก (24)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (1)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (23)
 แฟง (1)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (17)
 มะเขือเทศ (23)
 มะเขือเปราะ (12)
 มะเขือยาว (14)
 มะนาว (14)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (39)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (1)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (9)
 มังคุด (14)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (33)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (1)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (24)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (24)
 ลิ้นจี่ (18)
 ลีลาวดี (28)
 ว่าน (2)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (19)
 สละ (3)
 สับปะรด (29)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (27)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (12)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (5)
 เจียไต๋ (183)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (36)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ที เอ บี อินโนเวชั่น จำกัด (0)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยกรีนอะโกร จำกัด (5)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (9)
 ลัดดา (64)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

กล้วย


ในเมืองไทยเรานี้มีกล้วยอยู่มากมายหลายพันธุ์ บางท่านอาจจะรู้จักแต่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ แต่ความจริงแล้วยังมีกล้วยอีกหลายชนิด ทั้งกล้วยที่ทานได้ กล้วยประดับตกแต่งหรือกล้วยสวยงามนั่นเอง และอีกทั้งในกล้วยหอม หรือกล้วยน้ำว้าก็ตามยังสามารถแตกออกได้อีกเป็นหลายพันธุ์
กล้วยที่ปลูกกันอยู่ทุกวันนี้ ตามหลักฐานปรากฏว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเอกสารกล่าวว่า คนแถบนี้ใช้ประโยชน์จากกล้วยกันมานานแล้ว แม้ว่าประวัติความเป็นมา ของกล้วยจะไม่แพร่หลายนัก แต่เป็นที่รู้กันว่า กล้วยเป็นผลไม้ชนิดแรกที่คนเอเชียแถบร้อนชื้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปลูกใช้เป็นอาหารก่อนรู้จักการดื่มนม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sapientum Linn.
วงศ์ : MUSACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น
กล้วยมีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า หัว หรือ เหง้า (rhizome) ที่หัวมีตา (bud) ซึ่งจะเจริญเป็นต้นเกิด หน่อ (sucker) หลายหน่อ เรียกว่า การแตกกอ  หน่อที่เกิด หรือต้นที่เห็นอยู่เหนือดิน ความจริงแล้วมิใช่ลำต้น เราเรียกว่า ลำต้นเทียม (pseudostem) ส่วนนี้เกิดจากการอัดกันแน่นของกาบใบ ที่เกิดจากจุดเจริญของลำต้นใต้ดิน กาบใบจะชูก้านใบ และใบ และที่จุดเจริญนี้ จะมีการเจริญเป็นดอกตามขึ้นมาหลังจากสิ้นสุดการเจริญของใบ  ใบสุดท้ายก่อนการเกิดดอก เรียกว่า ใบธง

ดอก
ดอกของกล้วยออกเป็นช่อ (inflorescence) ในช่อดอกยังมีกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ  ระหว่างกลุ่มของช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีกลีบประดับ หรือที่เราเรียกกันว่า กาบปลี (bract) มีสีม่วงแดงกั้นไว้ กลุ่มดอกเพศเมียอยู่ที่โคน และกลุ่มดอกเพศผู้อยู่ที่ปลาย เป็นส่วนที่เราเรียกว่า หัวปลี (male bud) ระหว่างกลุ่มดอกเพศเมีย และดอกเพศผู้ มีดอกกะเทย แต่บางพันธุ์ก็ไม่มี ในช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ถ้าเป็นดอกเพศเมีย ดอกเหล่านี้จะเจริญต่อไปเป็นผล ดอกออกเป็นช่อ โดยมีกาบปลีสีม่วงแดงกั้นไว้ กลุ่มดอกเพศเมียอยู่ที่โคน ส่วนกลุ่มดอกเพศผู้อยู่ที่ปลาย

ผล
ผลกล้วยเกิดจากดอกเพศเมีย ซึ่งอยู่ที่โคน กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่ม เจริญเป็นผล  เรียกว่า 1 หวี ช่อดอกเจริญเป็น 1  เครือ ดังนั้นกล้วย 1 เครืออาจมี 2 - 3 หวี หรือมากกว่า 10 หวี ทั้งนี้แล้วแต่พันธุ์กล้วยและการดูแล ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด

เมล็ด
เมล็ดกล้วยมีลักษณะกลมเล็ก บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ เปลือกหนา แข็ง มีสีดำ กล้วยบางต้นและบางพันธุ์เท่านั้นที่มีเมล็ด

ราก
เป็นระบบรากฝอย รากแผ่กระจายได้ถึง 5.2 ม. และลึกประมาณ 75 ซม. แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึก

ใบ
ใบกล้วยมีลักษณะเป็นแผ่นใบใหญ่ มีความกว้างประมาณ 70 - 90 เซนติเมตร ความยาว 1.7 - 2.5 เมตร ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน และแผ่นใบมีสีเขียว


การจำแนกกลุ่มของกล้วย

การจำแนกกลุ่มของกล้วยท่าได้ 2 อย่างคือ จำแนกตามวิธีการนำมาบริโภค และจำแนกตาม ลักษณะทางพันธุกรรม
 ก. การจำแนกตามวิธีการนำมาบริโภค แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่
 1. กล้วยกินสด เมื่อกล้วยสุกสามารถนำมารับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนเพราะเมื่อสุกเนื้อจะนิ่ม มีรสหวาน เช่น กล้วยไข่ กล้วยหอมทองกล้วยหอมเขียว
2. ต้องนำมาทำให้สุกด้วยความร้อน กล้วยเหล่านี้มีแป้ง เมื่อดิบมีแป้งมาก เนื้อค่อนข้างแข็ง เมื่อสุกยังมีส่วนของแป้งอยู่มากกว่ากล้วยกินสดมาก เนื้อจึงไม่ค่อยนิ่ม รสไม่หวาน ต้องนำมาต้ม เผา ปิ้ง เชื่อม จึงจะทำให้อร่อย รสชาติดีขึ้น เช่น กล้วยกล้าย กล้วยหักมุก กล้วยเล็บช้างกุด
ข. การจำแนกตามลักษณะทางพันธุกรรม
ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 นักวิชาการได้เริ่ม จ่าแนกชนิดของกล้วยตามหลักวิชาการสมัยใหม่ขึ้น คือ มีการแยกชนิดตามพันธุกรรม โดยใช้จีโนม (genome) ของกล้วยเป็นตัวก่าหนดในการแยกชนิด กล่าวคือ กล้วยที่บริโภคกันในปัจจุบันนี้มีบรรพบุรุษเพียง 2 ชนิด เท่านั้น คือ กล้วยป่า และกล้วยตานีกล้วยที่มีก่าเนิดจากกล้วยป่ามีจีโนมเป็น AA กล้วยที่มีก่าเนิดจากกล้วยตานีมีจีโนมเป็น BB ส่วนกล้วยที่เกิดจากลูกผสมของกล้วยทั้ง 2 ชนิดจะมีจีโนมแตกต่างกันไป โดยสามารถจ่าแนกกลุ่มได้ดังนี้
1. กลุ่ม AA เป็นกล้วยที่มีก่าเนิดมาจากกล้วยป่า ซึ่งอาจเกิดจากการผสมภายในชนิดย่อย (subspecies) หรือระหว่างชนิดย่อย หรืออาจเกิดจากการกลายพันธุ์ กล้วยกลุ่มนี้มักมีขนาดเล็ก ไม่มีเมล็ดเป็นส่วนใหญ่
2. กลุ่ม AAA เป็นกล้วยที่มีก่าเนิด คล้ายกับกลุ่ม AA แต่ได้มีการเพิ่มจำนวนโครโมโซม (chromosome) ขึ้นเป็น 3 เท่า ผลมีขนาดใหญ่กว่าชนิดแรก และไม่มีเมล็ด
3. กลุ่ม AAB เป็นกล้วยลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี โดยมีเชื้อของกล้วยป่า 2 ใน 3 และมีเชื้อของกล้วยตานี 1 ใน 3 กล้วยชนิดนี้มีรสหวาน มีแป้งผสมอยู่บ้างในเนื้อ ทำให้มีความเหนียว บางชนิดรับประทานสดได้บางชนิดต้องทำให้สุก ซึ่งเราเรียกกล้วยชนิดที่ต้องทำให้สุกนี้ว่า กล้าย (plantain)
4. กลุ่ม ABB เป็นกล้วยลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานีเช่นกัน แต่มีเชื้อของกล้วยป่าอยู่น้อยกว่าเชื้อของกล้วยตานีกล่าวคือ มีเชื้อของกล้วยป่าอยู่เพียง 1 ใน 3 และมีเชื้อของกล้วยตานี 2 ใน 3 เนื้อของกล้วยในกลุ่มนี้จะมีแป้งมาก โดยเฉพาะผลดิบ ผลที่สุกบางชนิดรับประทานสดได้แต่บางชนิดอาจจะฝาด จึงนิยมนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนก่อน จะทำให้รสอร่อยขึ้น เช่น กล้วยหักมุก
5. กลุ่ม BBB เป็นกล้วยที่มีกำเนิดมาจากกล้วยตานี ปัจจุบันพบว่ากล้วยตานีไม่ได้มีชนิดเดียวเช่นแต่ก่อน ดังนั้นกล้วยกลุ่มนี้อาจเกิดจากการผสมพันธุ์กันในระหว่างชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกัน และอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ก็ได้  กล้วยชนิดนี้มีแป้งมากเมื่อดิบมีรสฝาดมาก และเมื่อสุกก็ไม่ค่อยอร่อย เนื่องจากมีแป้งประกอบอยู่มากนั่นเอง แต่เมื่อน่ามาต้มหรือย่าง รสชาติจะอร่อยมาก เนื้อแน่นและนุ่ม
6. กลุ่ม ABBB เป็นกล้วยที่เกิดจากการผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานีเช่นกัน เป็นกล้วยที่มีจำนวนโครโมโซมมากเป็น 4 เท่า ดังนั้นจะมีผลขนาดใหญ่มาก กล้วยในกลุ่มนี้มีอยู่ชนิดเดียวคือ กล้วยเทพรส กล้วยชนิดนี้จะมีเชื้อของกล้วยป่าอยู่เพียง 1 ใน 4 และมีเชื้อของกล้วยตานีอยู่ 3 ใน 4 จึงมีแป้งมาก ผลที่สุกงอมจะมีรสหวาน
7. กลุ่ม AABB กล้วยกลุ่มนี้เกิดจากการผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานีโดยมีเชื้อของกล้วยป่าอยู่ครึ่งหนึ่ง และกล้วยตานีอีกครึ่งหนึ่ง มีจ่านวนโครโมโซมเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า ผลจึงมีขนาดใหญ่


ตัวอย่างกล้วยสายพันธุ์ต่างๆ

กล้วยหอม
กล้วยหอมมีลำต้นสูงประมาณ 2.5 - 3.5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร ก้านใบเป็นร่องกว้างและมีปีก บริเวณกลางใบมีเส้นสีเขียวและมีขนตรงก้านเครือ มีผลเป็นเครือๆ 1 เครือจะมีประมาณ 4 - 5 หวี หวีละประมาณ 12 - 16 ผล ตรงปลายผลมีจุกสีเขียวแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำเห็นเด่นชัด เปลือกบาง ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองทอง เนื้อในสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานหอมและอร่อย

กล้วยน้ำว้า
กล้วยน้ำว้ามีลำต้นบนดินรูปทรงกระบอก สูง 2-9 เมตร เป็นลำต้นปลอม เกิดจากกาบใบห่อหุ้มซ้อนกัน ใบ ออกเรียงเวียนสลับกัน รูปขอบขนาน ท้องใบ (lower epidermis) สีขาวนวล ขนาดใหญ่กว้าง 0.7-1.0 เมตร ปลายตัด ขอบเรียบ เส้นกลายใบ (midrib) แข็ง เส้นใบมีจำนวนมาก แยกออกจากเส้นกลางใบทั้งสองข้าง ขนานกันไปจดขอบใบ ก้านใบ ยาว 1-2 เมตร ด้านกลางกลม ด้านบนเป็นร่อง ส่วนนโคนแผ่ออกเป็นกาบ (sheath)
ดอก ออกเป็นช่อห้อยลง เรียกหัวปลี ยาว 30-150 ซม. ก้านดอกช่อ (peduncle) แข็ง ดอกย่อยแยกเป็นดอกเพศผู้ (staminate flower) และเพศเมีย (pistillate flower) ดอกเพศเมียมักอยู่ตอนล่างของช่อ ดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ เป็นช่อดอกย่อย แต่ละกลุ่มรองรับด้วยใบประดับ (bract) ขนาดใหญ่สีม่วงแดง ซึ่งติดบนแกนกลางช่อ ดอกแบบเรียงเวียนสลับกัน ดอกย่อยมีขนาดใหญ่ รูปทรงกระบอก กลีบดอกแยกออกเป็น 3-5 แฉก เกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์มี 5 อัน ก้านเกสรตัวผู้ (filament) แข็ง อับเรณูรูปขอบขนาน มี 2 พู รังไข่ติดอยู่ได้ กลีบดอกมี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนจำนวนมากติดรอยเชื่อมของแต่ละช่อง เกสรตัวเมียเป็นเส้นด้าย ยอดเกสรตัวเมียค่อนข้างกลม มี 6 พู ผลสดยาวเกนกว่า 10 ซม. รูปทรงกระบอก หรือเป็นสี่เหลี่ยมอยู่ติดกันคล้ายหวี เปลือกหนา
 ผล อ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีรสหวาน มีสีเหลือง เนื้อในสีขาวหรือขาวอมเหลือง รับประทานได้ เมล็ด ไม่มี หรือ มีแต่น้อย ค่อนข้างกลม ทั้งช่อดอกที่เจริญเป็นผลเรียกเครือ

กล้วยไข่
กล้วยไข่เป็นผลไม้และพืชสมุนไพรจำพวกต้น มีลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร ใบรูปไข่ม้วนงอขึ้น ปลายแหลม มีร่องกว้าง ก้านใบสีเขียวอมเหลือง โคนก้านมีปีกสีชมพู บริเวณช่อดอกมีขนอ่อน ส่วนผล 1 เครือ มีประมาณ 6-7 หวี ใน 1 หวีมีผลประมาณ 12-14 ผลด้วยกัน เป็นผลที่ค่อนข้างเล็ก เปลือกบาง ผลสุกสีเหลือง เมื่อผลงอมอาจมีจุดดำๆ ประปราย รสชาติหวานอร่อย

กล้วยเล็บมือนาง
กล้วยเล็บมือนางมีลำต้นสูงเทียมไม่เกิน 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีชมพูอมแดง มีประดำหนา ด้านในสีชมพูอมแดง ก้านในสีชมพูอมแดง ใบตั้งขึ้น มีร่องกว้าง มีปีก เส้นใบสีชมพูอมแดง ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับรูปไข่ค่อนค้างยาว ม้วนงอขึ้นปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านล่างสีแดงซีด ดอกตัวผู้หลุดร่วงไปหลังจากใบประดับร่วง ดอกตัวผู้มีสีครีม ดอกตัวเมียสีชมพูอ่อน ปลายสีเหลือง ก้านเกสรตัวเมียตรง เกสรตัวผู้มีความยาวกว่าเกสรตัวเมีย กลีบรวมใหญ่มีสีเหลืองอ่อน ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวใสไม่มีสี ปลายหยัก เครือชี้ออกทางด้านข้าง เครือหนึ่งมี 7-8 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลเล็ก กว้าง 2-2.5 เซนติเมตร รูปโค้งงอปลายเรียวยาว ก้านผลสั้น เปลือกหนา เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง และยังมีก้านเกสรตัวเมียติดอยู่ กลิ่นหอม เนื้อในสีเหลือง รสหวาน กล้วยเล็บมือนางนิยมปลูกในแถบภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร ปัจจุบันปลูกทั่ว ๆ ไปในสวนหลังบ้าน เพราะเป็นกล้วยที่มีรสชาติดีชนิดหนึ่ง

กล้วยงาช้าง
ลำต้นสูง 2 - 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นมีสีเขียวเข้ม  ก้านใบมีสีเขียวเข้มร่องก้านใบปิด ใบแข็งฉีกขาดง่าย ดอกปลีเป็นทรงกระบอก ยาวเรียวเส้นผ่านศูนย์กลางปลี 6 - 7 เซนติเมตร ยาว 20 - 25 เซนติเมตร กาบปลีมีสีม่วงอ่อน สีนวลมาก  ผลเครือหนึ่งจำนวนผลน้อย แต่ผลมีขนาดใหญ่มาก ผลกว้าง 5 - 6 เซนติเมตร ยาว 25 - 30 เซนติเมตร ผลใช้รับประทานสดจะออกเปรี้ยวนิดๆ ต้มหรือนึ่งเนื้อจะเหนียวขึ้น กล้วยชนิดนี้เมื่อออกเครือปลีจะหลุดหายไป  กล้วยงาช้างจะออกปลีได้แค่ 1-3 หวีใน 1 เครือหรืออาจจะไม่มีหวีเลยก็ได้  ซึ่งในปกติมัก?จะมีแค่ 1หวีต่อเครือ 1 หวีจะมีประมาณ 10-12 ลูก เป็นกล้วยที่เริ่มมีผู้นิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับเพิ่มความสวยงาม เป็นพันธ์ไม้แปลก และหายากชนิดหนึ่ง

กล้วยนาก
กล้วยนาก หรือกล้วยกุ้ง เป็นกล้วยที่พบทางภาคใต้ มีลักษณะของผลเป็นสีม่วงอมแดง หรือสีแดงอมม่วง ลักษณะลำต้น มีลำต้นสูงประมาณ 3 - 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 18 - 22 เซนติเมตร กาบใบด้านนอกมีสีเขียวปนแดงหรือสีแดงอมม่วง ส่วนกาบใบด้านในมีสีชมพู ที่ส่วนของลำต้นจะมีปื้นแดงเป็นแถบๆ ก้านใบของกล้วยนากหรือกล้วยกุ้งจะมีสีชมพูปนแดง ร่องใบเปิด ใบมีสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีชมพู ดอกของกล้วยนากมีลักษณะเป็นปลีรูปไข่ ปลายแหลม ปลีมีสีแดงอมม่วง กาบปลีเปิดม้วนงอขึ้น ในเครือหนึ่งๆของกล้วยนากหรือกล้วยกุ้งจะมี 5 - 7 หวี ในหวีหนึ่งๆจะมี 14 - 18 ผล ผลของกล้วยนากมีลักษณะของผลกลม ไม่มีเหลี่ยม คล้ายกับผลกล้วยไข่ มีความยาวผล 12 - 14 เซนติเมตร กว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ผลของกล้วยนากหรือกล้วยกุ้งเมื่อดิบจะมีสีแดงสดใส และเมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวอมแดง เมื่อสุกจะมีสีแดงอมเหลือง เนื้อผลมีสีเหลืองส้ม มีรสหวาน และมีกลิ่นหอมเย็น

กล้วยนมสวรรค์
ลำต้นสูง 2.5 - 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบด้านนอกเขียว ด้านในสีเขียวอมเหลือง ก้านใบมีสีเขียว ร่องใบเปิด ปลีใหญ่รูปไข่สีแดงอมม่วง ปลายแหลม ก้านเครือมีขน เครือหนึ่งมี 10 - 12 หวี หวีหนึ่งมี 20 - 24 ผล ผลอ้วนกลมคล้ายกล้วยไข่ เปลือกหนา สีเขียวเข้ม ผลมีขนาดปานกลาง เมื่อสุกมีสีเหลืองทอง เนื้อผลมีสีเหลืองอมส้ม รสหวานอมเปรี้ยว

กล้วยนมหมี
ลำต้น ลำต้นเทียมสูงไม่เกิน 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นเทียมมากกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นเทียมด้านนอกสีเขียว มีประสีดำปานกลาง ตรงโคนมีสีเขียวอมชมพู ก้านใบปิดมีร่องแคบมาก มีปีกสีเขียวปนชมพูอ่อน เส้นกลางใบสีเขียว ในส่วนของปลีหรือดอกนั้นก้านดอกมีขน ใบประดับรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายแหลม และม้วนขึ้น ด้านบนสีม่วงแดง มีนวลมาก ด้านล่างสีแดงเข้ม การเรียงของใบประดับซ้อนกันลึก
 ผล เครือห้อยลง เครือหนึ่งมีประมาณ 7-8 หวีขึ้นไป หวีหนึ่งมี 10-16 ผล ผลมีขนาดใหญ่กว่ากล้วยหักมุก มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร มีเหลี่ยม มีจุกใหญ่และมีก้านเกสรติด ผลสีเขียวแตกลายงาทั้งทางยาวและขวาง เมื่อสุกมีสีเขียวอมเหลือง มีรสหวาน ไม่มีเมล็ด

กล้วยน้ำไท
ลำต้น ลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นเทียมมากกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นเทียมด้านนอกมีประสีดำ ที่โคนมีสีชมพูอมแดง  ก้านใบตั้ง มีร่องกว้าง มีปีกสีชมพู เส้นกลางใบมีสีชมพูอมแดง ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับรูปไข่ค่อนข้างยาว สีด้านบนสีม่วงอมแดง สีด้านล่างสีซีด ปลายใบประดับแหลมม้วนขึ้น การเรียงของใบประดับไม่ซ้อนกันนัก ปลีหรือดอกนั้นมีดอกก้านสั้น
ผล ขนาดผลใกล้เคียงกับกล้วยหอมจันทน์ ปลายผลมีจุกและมักมีก้านเกสรตัวเมียติด เปลือกหนา กลิ่นหอม เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม และมีจุดดำเล็กๆ คล้ายกล้วยไข่ เนื้อเหลืองอมส้มรสชาติหวาน ไม่มีเมล็ด

กล้วยหักมุก
กล้วยหักมุก มีกาบด้านนอกของลำต้นเป็นจุดประสีดำเล็กน้อย ส่วนกาบภายในมีสีเขียวอ่อน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 15 ซม. และมีความสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร ใบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานขนาดใหญ่ ปลายและโคนใบมน ใบมีสีเขียว ขอบใบเรียบ ด้านล่างใบมีนวลสีขาวปกคลุม ร่องก้านใบค่อนข้างแคบและมีครีบ ก้านใบสีอ่อนกว่าแผ่นใบ  ดอกออกเป็นช่อไม่มีขน ลักษณะของปลีค่อนข้างกลมป้อมและม้วนงอขึ้นมา ด้านบนมีนวลปกคลุมหนา ส่วนด้านล่างมีสีแดงเข้ม
 ผล กล้วยหักมุกมีขนาดใหญ่ เปลือกผลหนาเป็นเหลี่ยม ปลายผลลีบเล็กลง ก้านผลยาว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล และมีนวลปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น เนื้อภายในผลมีสีส้ม กลิ่นหอม กล้วยหักมุกในเครือหนึ่งๆ จะมีอยู่ประมาณ 7 หวี และในแต่ละหวีจะมีผลอยู่ประมาณ 10-16 ผล กล้วยชนิดนี้หากนำไปปิ้งไฟจะทำให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

กล้วยเทพรส
กล้วยเทพรส มีลำต้นเทียมสูง 3.5-4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นเทียมมากกว่า 15 ซม. กาบลำต้นด้านนอกมีปื้นดำบ้าง มีนวลบ้าง ด้านในสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวมีร่องแคบ ไม่มีครีบ แผ่นใบสีเขียว มีนวล เนื้อใบค่อนข้างหนา  ก้านช่อดอกเป็นสีเขียว ไม่มีขน ใบประดับหรือที่นิยมเรียกกันว่ากาบปลี รูปร่างค่อนข้างป้อม ปลายมน ด้านบนสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงซีด บางต้นไม่มีปลีจึงทำให้มีชื่อเรียกอีกว่า “กล้วยปลีหาย” เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 11 ผล ลักษณะผลคล้ายกล้วยหักมุกมาก มีเหลี่ยมชัดเจน กว้าง 6-7 ซม. ยาว 18-20 ซม. ก้านผลยาว ผลดิบสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีเหลือง เนื้อสุกสีเหลืองนวลหรืออมส้ม รสชาติหวานปนเปรี้ยว

กล้วยพม่าแหกคุก
ลำต้นสูง 2.5 - 3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบด้านนอกเขียวอ่อน มีปื้นดำ ก้านใบสีเขียวอ่อน โคนก้านใบมีปื้นดำ ฐานใบโค้งมน  ดอกเรียวปลายแหลม ด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงเมื่อกาบปิดจะม้วนงอขึ้น ผลเครือหนึ่งมี 5 - 7 หวี หวีหนึ่งมี 10 - 15 ผล ลักษณะผลคล้ายกล้วยนมหมี แต่ผิวเปลือกจะเป็นมันและไม่มีรอยแตก เนื้อผลสีขาว รสหวาน มีกลิ่นเล็กน้อย

กล้วยตานี
พบทั่วไป ลำต้นสูง 3.5 - 4  เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ในส่วนของใบมีเส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกสีเขียวไม่มีขน ปลีรูปร่างป้อม ปลายมน ด้านบนสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงเข้มสดใส เมื่อกาบปลีกางขึ้นจะไม่ม้วนงอ กาบปลีแต่ละใบซ้อมกันลึก  ผลเครือหนึ่งมีประมาณ 8 หวี หวีหนึ่งมี 10 - 14 ผล ผลป้อมขนาดใหญ่มีเหลี่ยมชัดเจน ปลายทู่ ก้านผลยาว ผลอ่อนมีทั้งสีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน เมล็ดมีจำนวนมาก สีดำ ผนังหนา แข็ง

กล้วยนวล
ลำต้นสูง 5 - 6 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 30 เซนติเมตร โคนลำต้นใหญ่ กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีประดำบ้างเล็กน้อย ด้านในมีสีเขียวอ่อน มีนวลหนา ในส่วนของใบก้านใบมีร่องใบเปิด เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ช่อดอกใหญ่ โน้มลงตามแรงดึงดูดของโลกใบประดับเป็นกาบบาง มีสีเขียว เมื่อบานจะไม่หลุดออกจากขั้ว ผลมีลักษณะอ้วนอ้อมสีเขียวนวล จำนวนผลต่อเครือมาก ผลมีเมล็ดมาก เมล็ดสีดำใหญ่ ผลมีรสหวาน เนื้อมีน้อย เวลาจะกินต้องสอยมารับประทานทีละลูก เพราะต้องรอให้สุกคาต้นแล้วค่อยรับประทาน


การปลูกและการดูแลรักษากล้วย

การปลูกกล้วย
กล้วยเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น ซึ่งเหมาะกับการปลูกในประเทศไทย ถ้าหากอุณหภูมิต่ำกว่า 14 องศาเซลเซียส กล้วยจะชะงักการเจริญเติบโต หรือมีการเติบโตช้าลง รวมทั้งการออกดอกและติดผลจะช้าด้วย อนึ่ง กล้วยเป็นพืชที่มีแผ่นใบใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ค่อยทนต่อแรงลม เพราะใบจะต้านลม ทำให้ใบแตกได้ ถ้าหากใบแตกมากจนเป็นฝอย จะทำให้มีการสังเคราะห์อาหารได้น้อย ต้นไม่เจริญเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าพื้นที่ที่มีลมแรงมาก ควรปลูกต้นไม้อื่นท่าเป็นแนวกันลมให้ต้นกล้วย
ดินที่เหมาะส่าหรับการปลูกกล้วย คือ ดินตะกอนธารน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดินน้ำไหลทรายมูล” ซึ่งเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์มีการระบายน้ำ และการหมุนเวียนอากาศดี ถ้าดินเป็นดินเหนียว ควรใส่ปุ๋ยคอก จะท่าให้ดินร่วนโปร่งขึ้น

ระยะปลูก
กล้วยเป็นพืชที่มีใบยาว หากปลูกในระยะใกล้กันมาก อาจทำให้ใบเกยกัน หรือซ้อนกัน ทำให้ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ และดูแลลำบาก การกำหนดระยะปลูกจึงควรคำนึงถึงเรื่องแสงแดด ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการของผู้ปลูกว่าต้องการปลูกกล้วยเพื่อเก็บเกี่ยวกี่ครั้ง หากต้องการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียวก็อาจปลูกถี่ได้ แต่ถ้าต้องการเก็บเกี่ยวหลายๆ ครั้ง ต้องปลูกให้ห่างกันเพื่อมีพื้นที่สำหรับการแตกหน่อ การปลูกกล้วยระยะต่างๆ กัน จะได้จำนวนต้นมากน้อยแตกต่างกันไป

ระหว่างแถว x ระหว่างต้น (เมตร)
จำนวนต้น
1 x 3
530
1.5 x 3
330
2 x 3
260
2 x 4
200
3 x 3
175
4 x 4
100

การปลูก
ขุดหลุมให้มีขนาดความกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร นำดินที่ขุดได้กองตากไว้ 5 - 7 วันหลังจากนั้นเอาดินชั้นบนที่ตากไว้ลงไปก้นหลุม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว ให้สูงขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตร คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบนที่ใส่ลงไป แล้วจึงเอาหน่อกล้วยที่เตรียมไว้วางที่ตรงกลางหลุม เอาดินล่างกลบ รดน้ำ และกดดินให้แน่น ยอดของหน่อควรสูงกว่าระดับดินประมาณ 10 เซนติเมตร ควรหันรอยแผลของหน่อให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เพราะเมื่อโตเต็มที่และติดผล ผลจะเกิดในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับรอยแผล และอยู่ในทิศทางเดียวกัน เพื่อสะดวกในการทำงาน แต่หากเป็นต้นที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะไม่มีทิศทางของรอยแผล ในการวางต้นจึงจำเป็นต้องมีทิศทาง ถ้าหากพื้นที่นั้นเป็นดินเหนียว ควรทำการยกร่องจะได้ระบายน้ำและปลูกบนสันร่องทั้ง 2 ข้าง และเพื่อให้การปฏิบัติงานทำได้ง่าย ควรวางหน่อให้กล้วยออกเครือไปทางกลางร่อง

การกำจัดหน่อ
เมื่อต้นกล้วยมีอายุได้ 4 - 6 เดือน จะเริ่มมีการแตกหน่อ หน่อที่เกิดมาเรียกว่า หน่อตาม ( follower)กล้วยบางพันธุ์ที่มีหน่อมาก ควรเอาหน่อออกบ้าง เพื่อมิให้หน่อแย่งอาหารจากต้นแม่ ควรเก็บหน่อไว้ 1 -2 หน่อ เพื่อให้เป็นตัวพยุงต้นแม่เมื่อมีลมแรง และเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีต่อไป วิธีการกำจัดหน่ออาจใช้เสียมที่คมหรือมีดแซะลงไป หรือใช้มีดตัด หรือคว้านหน่อที่อยู่เหนือดิน แล้วใช้น้ำมันก๊าด หรือสารกำจัดวัชพืชหยอดที่บริเวณจุดเจริญ เพื่อไม่ให้มีการเจริญเป็นต้น แต่ไม่ควรแซะหน่อในระหว่างการออกดอก เพราะต้นอาจกระทบกระเทือนได้  นอกจากการก่าจัดหน่อแล้ว ควรตัดใบที่แห้งออกเพราะถ้าทิ้งไว้อาจเป็นแหล่งสะสมโรคใน 1 ต้น ควรเก็บใบไว้ประมาณ 7- 12 ใบ

การให้ปุ๋ย
กล้วยเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารมาก การติดผลจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหารและน้ำที่ได้รับ ดังนั้นควรบำรุงโดยใส่ปุ๋ย ทั้งปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี ตั้งแต่เริ่มปลูก ในระยะแรกควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนมากในช่วง 2 เดือนแรก โดยให้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง และเดือนที่ 3 และ 4 ให้ปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 ต้นละ 1-2กิโลกรัม ส่วนในเดือนที่ 5 และ 6 ให้ ใส่ปุ๋ยสูตร 13 - 13 - 21 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม

การค้ำยัน
กล้วยบางพันธุ์มีผลดกมาก โดยมีจำนวนหวีมากและผลใหญ่ ต้นที่มีขนาดเล็กหากไม่ค้ำไว้ ต้นอาจล้มทำให้เครือหักได้ เช่น กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ จำเป็นต้องค้ำบริเวณโคนเครือกล้วยไว้ โดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นที่มีง่าม

การให้ผล
กล้วยจะออกดอกเมื่ออายุต่างกันตามชนิดของกล้วย เช่น กล้วยไข่ เริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ 5 -6 เดือน และกล้วยหอมทองจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุ ได้ประมาณ 6 - 7 เดือน ส่วนกล้วยน้ำว้า และกล้วยหักมุกใช้เวลานานกว่า  และผลจะแก่ในระยะเวลาที่ต่างกัน

   
ระยะเวลาในการเจริญจนถึงเก็บเกี่ยวของผลกล้วยพันธุ์ต่างๆ
พันธุ์
จำนวนสัปดาห์หลังแทงปลี
กล้วยไข่
6 - 8
กล้วยหอม
13 - 15
กล้วยน้ำว้า
14 - 16
กล้วยหักมุก
14 - 16

การคลุมถุง
         ถ้าหากปลูกกล้วยเพื่อการส่งออก ควรทำการคลุมถุง ถุงที่ใช้ควรเป็นถุงพลาสติกสีฟ้าขนาดใหญ่ และยาวกว่าเครือกล้วย เจาะรูเป็นระยะๆ และเปิดปากถุง ทำให้มีอากาศถ่ายเทได้ ถ้าหากไม่เจาะรูและปิดปากถุง อาจทำให้กล้วยเน่าได้

การเจริญเติบโตของกล้วยและการดูแลรักษา
กล้วยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ดังนั้นปัญหาการปลูกกล้วยแล้วกล้วยตายจึงพบน้อยมากหรือเกือบไม่มีเลย หลังจากชาวสวนลงหน่อกล้วยแล้ว หน่อกล้วยก็จะเจริญเติบโตไปตามลำดับ และกว่ากล้วยจะเริ่มออกปลีเพื่อให้ผลนั้น ใบกล้วยจะมีทั้งหมดประมาณ 60-70 ใบ เริ่มตั้งแต่มีเกล็ด(ใบแคบ) ประมาณ 10 ใบ ใบกว้างประมาณ 35-50 ใบ จากนั้นจึงจะเริ่มเกิดช่อดอก (ออกปลี) ซึ่งใบกล้วย60-70 ใบนี้ค่อยๆ แห้งไปตามอายุจนเหลือใบที่แข็งแรงอยู่ไม่เกิน 10-50 ใบ ใบใหม่ของกล้วยแต่ละใบจะเกิดจากกลางลำต้น เมื่อใบที่เกิดและคลี่ใบกางออกเต็มที่แล้ว ใบใหม่ก็จะเกิดต่อเนื่องในทุก 7 วัน เมื่อกล้วยเริ่มเจริญเติบโต และถึงแม้ว่ากล้วยจะเจริญเติบโตได้ดีในบ้านเรา แต่ชาวสวนมืออาชีพก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้สวนกล้วยของตนเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะการทำสวนกล้วยในเชิงธุรกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องการบำรุงรักษาให้สวนกล้วยที่ลงทุนให้ผลกำไรที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นหลังจากการปลูกกล้วยแล้ว เจ้าของสวนจะต้องบำรุงดูแลรักษาเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน คือ
1.การใช้พืชหรือวัสดุคลุมดิน
เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้นการเก็บกักน้ำใต้ดินให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวสวนมืออาชีพ วิธีรักษาความชุ่มชื้นของดินให้คงอยู่มีอยู่หลายวิธี นั่นคือ การปลูกพืชคลุมดินไว้รอบๆ สวน ซึ่งพืชคลุมดินนี้จะเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มแดดร่ำไร ชาวสวนมีวิธีคลุมดินที่ง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยใช้ใบตองแห้งที่ลอกออกมาจากลำต้น ตัดเป็นส่วนๆ แล้วสุ่มไว้โคนต้นกล้วยนั่นเอง
2.การกำจัดวัชพืชแบบไม่พรวนดิน

        จำไว้ว่า กล้วยนั้นเป็นพืชที่มีรากหาอาหารในระดับผิวดินและแผ่กระจายรอบๆ ข้างด้วยระบบรากตื้น ดังนั้นในการกำจัดวัชพืชต้องระมัดระวังอย่าใช้วิธีการพรวนดินโดยเด็ดขาด ให้ใช้วิธีถางเป็นสำคัญ
3.จำกัดปริมาณหน่อกล้วย

        ธรรมชาติของกล้วย เมื่อเจริญเติบโตสมบูรณ์แล้วก็จะแตกหน่ออ่อน ซึ่งหน่ออ่อนนี้วิทยาการสมัยใหม่ได้ศึกษาและได้บทสรุปแล้วว่า หากมีปริมาณมากไปก็ไม่ให้ผลดีแก่ผลผลิตของกล้วยทั้งในปัจจุบันและอนาคตด้วยเหตุนี้การทำลายหน่อกล้วยที่อ่อนแอหรือหน่อที่มีมากเกินไปจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวสวนอาชีพรุ่นใหม่ที่จะต้องมีการกำจัดจำนวนหน่อกล้วยให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
วิธีการทำลายหน่อกล้วย ต้องทำลายหน่อในช่วงที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เพราะยังเป็นหน่อที่เล็ก เมื่อ ทำลายแล้วไม่กระทบกระเทือนต้นแม่ วิธีการก่ำจัดหน่อกล้วยมีหลายวิธี
1. การใช้เสียมขุด แล้วขุดให้ขาดจากต้นแม่
2. ปาดหน่อด้วยมีดคม
3. ปาดหน่อแล้วคว้านเอาส่วนยอดของหน่อหรือจุดเจริญออก
4.การตัดแต่งใบกล้วย
เนื่องจากใบกล้วยจะมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆเมื่อใบใหม่ออกมาใบแก่ก็จะแห้งติดลำต้น ชาวสวนจะต้องหมั่นลอกกาบ และตัดแต่งใบกล้วยที่แห้งหรือทำท่าว่าเป็นโรคออกเสมอๆ การตัดแต่งใบกล้วยแก่ มีหลักการว่า เมื่อใบใดแก่และแห้งเกินกว่าร้อยละ 50 แล้ว ควรตัดใบออก ทั้งนี้เพราะใบแก่ที่แห้งไปร้อยละ 50 นี้ไม่มีประโยชน์ในการทำหน้าที่ปรุงอาหารแล้ว
5.การดูแลเครือกล้วย
เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็เริ่มให้ผลผลิตด้วยการออกเครือติดผล เมื่อกล้วยติดผลกาบปลีจะหลุด หากกล้วยติดผลแล้วกาบปลียังไม่ยอมหลุด เจ้าของสวนจะต้องดึงกาบปลีออก มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งสำหรับชาวสวนก็คือ เมื่อกล้วยออกผลแล้ว ก้านเกสรตัวเมียมักติดอยู่ที่ปลายผลกล้วย โดยติดแห้งดำคาผลกล้วยอยู่อย่างนั้น เกสรตัวเมียนี้จะทำให้ผลกล้วยมีตำหนิ จึงควรดึงออกเสียตั้งแต่ผลกล้วยยังเล็กๆ อยู่ เมื่อกล้วยออกจนถึงหวีสุดท้ายแล้ว ชาวสวนจะต้องตัดหัวปลีออก และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราหรือเชื้อโรคอื่นๆ ตามมา เจ้าของสวนควรฉีดยากันราในทันที

6.การคลุมถุงกล้วย
การคลุมถุงกล้วย (Bagging) หรือที่ชาวสวนเรียกว่า ใส่กระโปรงกล้วยนี้มีประโยชน์ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ
1.ช่วยเร่งให้ผลกล้วยแก่เร็วขึ้น
2.ป้องกันแมลงและสัตว์กินกล้วย
การคลุมถุงกล้วยเป็นการคลุมทั้งเครือ ซึ่งใช้ถุงพลาสติกเจาะรูกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร มีระยะห่างประมาณ 7.5 เซนติเมตร โดยปล่อยปลายถุงเปิดไว้

7.การเก็บผลผลิตกล้วย
กล้วยนั้นเมื่อแก่จัดจะมีผลกลม หากยังเป็นเหลี่ยมอยู่แสดงว่ายังแก่ไม่เต็มที่ ทางวิชาการได้มีการจัดท่ามาตรฐานความแก่ของกล้วย โดยสังเกตจากเหลี่ยมของผลกล้วย ดั้งนี้
Full หมายถึง ผลกล้วยที่แก่เต็มที่ร้อยละ 100 กล้วยที่แก่เต็มที่ แบบนี้ผลจะกลม ไม่มีเหลี่ยม
Full 3/4 หมายถึง ผลที่มีเหลี่ยมแต่เหลี่ยมเหลือน้อยเต็มที ผลกล้วยลักษณะนี้แก่ประมาณร้อยละ 90
Light Full 3/4 หมายถึง ผลกล้วยที่มีเหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน แก่ประมาณร้อยละ 80
Light 3/4 หมายถึง ผลกล้วยที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของผลที่โตเต็มที่ มีความแก่ประมาณร้อยละ 70
8.การเก็บกล้วย
ปกติทั่วๆ ไปแล้วนิยมที่จะตัดเครือกล้วยในเวลาเช้า จากนั้นนำไปพักไว้ในที่ร่มใต้หลังคาเพื่อรอกาจัดส่งต่อไป


โรคและแมลงที่สำคัญของกล้วย

โรคใบจุด (Leaf spot)
โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน
ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรีย ใบจุด เกิดจากเชื้อรา Phaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรีเมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ที่ใบ
โรคใบจุดที่พบอีกชนิด คือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการ คือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม 16 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt)
เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดีและราดด้วยแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ด้วงงวง (stock weevil)
ด้วงงวงจะเข้าทำลายที่รากและเหง้ากล้วย ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต ใบเหี่ยวเฉา และตายในที่สุด ควรถางบริเวณโคนของกอกล้วยให้สะอาด อย่าให้รกหรือมีวัชพืช

หนอนม้วนใบ (leaf roller)
ผีเสื้อจะมาวางไข่ในใบยอดที่ยังไม่คลี่ หลังจากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนเจริญอยู่ในใบอ่อนที่ยังม้วนอยู่ ตัวหนอนจะกัดกินใบอ่อน ทำให้ใบแหว่ง เป็นรูพรุน หรือฉีกขาด และม้วนตัวอย่างรวดเร็ว จึงควรตัดใบที่ถูกทำลายมาเผาไฟให้หมด

กล้วย ( 4 รายการ )



รหัสสินค้า A189

ออสโมโค้ท

สูตร 13-13-13




 

รหัสสินค้า A11

ไบออนแบค

บาซิลัส ซับทิลิส




 

รหัสสินค้า A65

ไดยูแมกซ์ 80 ดับเบิ้ลยู.พี.

ไดยูรอน 80% SC




 

รหัสสินค้า A56

ไดแพ๊กซ์ 80 ดับเบิ้ลยู.จี.

อามีทรีน 80% WG




 




เพลี้ยแป้ง(10), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(5), เพลี้ยไฟ(13), หนอนชอนใบ(4), เพลี้ยอ่อน(6), แมลงหวี่ขาว(6), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(17), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(7), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(9), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(6), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(10), โรคแอนแทรคโนส(9), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(6), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(5), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(5), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(2), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(4), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(2), หนอนเจาะผล(2), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(3), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(2), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1), หนอนด้วงอ้อย(1), ด้วงหนวดยาว(1), ด้วงเต่าแตง(1), แมลงดำหนามมะพร้าว(1), ด้วงเต่ามะเขือ(1), ตัวอ่อนด้วงเต่าแตง(1), โรครากเน่าโคนเน่า(1), โรครากเน่าคอดิน(1)