ปุ๋ยเคมี (32)
 โรคพืช (43)
 สารกำจัดแมลง (42)
 วัชพืช (36)
 สารบำรุงพืช (20)
 สารชีวภัณฑ์ (9)
 เมล็ดพันธุ์ผัก (236)
 เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ (54)
 อุปกรณ์การเกษตร (0)


 ไร (2)
 แมลง (13)
 หนอน-ศัตรูพืช (20)
 มอด (0)
 เพลี้ย (19)
 วัชพืช (33)
 เชื้อราพืช (45)
 หอยเชอรี่ (2)
 ไวรัสพืช (0)
 แบคทีเรียในพืช (3)
 ด้วง (1)


 กระเจี๊ยบเขียว (6)
 กระเจี๊ยบ (3)
 กระชาย (1)
 กระเทียม (7)
 กระหล่ำปลี (19)
 กระหล่ำ (10)
 กล้วยไม้ (34)
 กล้วย (4)
 กวางตุ้ง (13)
 กะหล่ำดอก (7)
 กาแฟ (9)
 กุหลาบ (37)
 แก้วมังกร (1)
 โกสน (23)
 ขนุน (17)
 ข้าวโพดหวาน (3)
 ข้าวโพด (15)
 ข้าวฟ่าง (2)
 ข้าว (48)
 ขิง (2)
 คะน้า (26)
 แคคตัส (1)
 แคนตาลูป (1)
 แครอท (21)
 งา (1)
 เงาะ (12)
 ชบา (24)
 ชมพู่ (11)
 ชวนชม (4)
 ชา (8)
 ดาวเรือง (37)
 แตงกวา (35)
 แตงโม (20)
 แตงร้าน (11)
 ถั่วเขียว (6)
 ถั่วฝักยาว (35)
 ถั่วลันเตา (25)
 ถั่วลิสง (4)
 ถั่วเหลือง (8)
 ทานตะวัน (2)
 ทุเรียน (21)
 น้อยหน่า (12)
 บอน (2)
 เบญจมาศ (25)
 ปทุมมา (1)
 ปาล์ม (4)
 โป๊ยเซียน (3)
 ผักกาดขาว (9)
 ผักกาดขาวปลี (2)
 ผักกาดหอม (26)
 ผักโขม (2)
 เผือก (1)
 ฝรั่ง (18)
 ฝ้าย (10)
 พริก (34)
 พริกไทย (1)
 พุทรา (2)
 ฟัก (2)
 เฟิร์น (1)
 เฟื่องฟ้า (23)
 แฟง (2)
 มะขาม (3)
 มะเขือ (28)
 มะเขือเทศ (25)
 มะเขือเปราะ (15)
 มะเขือยาว (17)
 มะนาว (14)
 มะพร้าว (2)
 มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (1)
 มะม่วง (39)
 มะยงชิด (1)
 มะระ (5)
 มะละกอ (3)
 มะลิ (10)
 มังคุด (15)
 มันเทศ (3)
 มันฝรั่ง (33)
 มันสำปะหลัง (2)
 เมล่อน (3)
 ยางพารา (1)
 ยาสูบ (6)
 เยอบีร่า (24)
 ลองกอง (12)
 ลันเตา (1)
 ลั่นทม (24)
 ลางสาด (1)
 ลำไย (25)
 ลิ้นจี่ (19)
 ลีลาวดี (28)
 ว่าน (3)
 สตรอเบอรี่ (1)
 ส้มเขียวหวาน (4)
 ส้มโอ (14)
 ส้ม (20)
 สละ (3)
 สับปะรด (30)
 หน่อไม้ฝรั่ง (4)
 หน้าวัว (3)
 หอม (28)
 หอมแดง (3)
 หอมหัวใหญ่ (5)
 อโกลนีมา (3)
 องุ่น (12)
 อ้อย (11)


 แก๊พ อินดัสตรีส์ (5)
 เจียไต๋ (204)
 เชอร์วู้ด เคมิคอล (4)
 ซาโกร (1)
 ซินเจนทา (9)
 โซตัส (38)
 ดาว อะโกรไซแอนส์(ประเทศไทย) (1)
 ดาว อะโกรไซแอนส์ (0)
 ดูปองท์ (3)
 ไดนามิคพันธุ์พืช (1)
 ที เอ บี อินโนเวชั่น จำกัด (1)
 ที.เจ.ซี. เคมี (1)
 เทพวัฒนา (13)
 ไทยกรีนอะโกร จำกัด (5)
 ไทยเฮอบิไซด์ (1)
 ไบเออร์ (11)
 เมโทรซีดการเกษตร (75)
 ลัดดา (68)
 อีสท์ เวสท์ ซีด (21)
 อื่นๆ (0)
 เอ็มซี อะโกร-เคมิคัล (3)
 เอราวัณ (11)

โรคพืช


โรคพืช(Plant Disease) หมายถึง สภาวะการตอบสนองของเซลล์ เนื้อเยื่อหรืออวัยวะของพืชต่อสาเหตุของโรคพืช ทั้งสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภายในเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จนกระทั่งสามารถสังเกตเห็นความผิดปรกติต่างๆได้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ทางสรีรวิทยาและชีวเคมีที่เป็นกระบวนการหลักๆ ในการเจริญพัฒนาของต้นพืช ต้นพืชที่เป็นโรคจึงแสดงลักษณะผิดปรกติออกมาในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ ต้นพืชที่เป็นโรคยังอ่อนแอต่อการเข้าทำลายจากสาเหตุโรคอื่นๆต่อเนื่องไปด้วย ส่งผลทำให้การเจริญเติบโตพืชไม่สมบูรณ์หรือต้นพืชตายอย่างรวดเร็ว เกิดความเสียหายต่อผลผลิตพืชทั้งในแง่ของคุณภาพและปริมาณ

สาเหตุโรคพืช

โรคพืชเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. สาเหตุจากสิ่งมีชีวิต (Biotic pathogens) ได้แก่ เชื้อรา แบคทีเรีย มอลลิคิวส์ ไวรัส ไวรอยด์ โปรโตซัว ไส้เดือนฝอย พืชชั้นสูงที่เป็นวัชพืช หรือ ประสิตกับพืชปลูก
2. สาเหตุจากสิ่งไม่มีชีวิต (Abiotic pathogens) ได้แก่ ปัจจัยทางกายภาพ (แสง อุณหภูมิ ความชื้น หรือสภาพภูมิอากาศ) ที่ไม่เหมาะสม ความไม่สมดุลของธาตุอาหารพืช สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืช และสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และสิ่งต่างๆที่ทำให้เกิดมลภาวะ เช่น ฝุ่นละออง ธาตุโลหะหนัก สารพิษตกค้าง เป็นต้น
สาเหตุโรคพืชทั้งสองประเภทสามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้พร้อมๆกัน หรือเสริมกัน เช่น การผิดปรกติจากสาเหตุที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตอาจส่งผลทำให้ต้นพืชมีความอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืชต่างๆได้มากขึ้น หรือในทางกลับกัน การที่พืชเป็นโรคจากเชื้อสาเหตุโรคบางชนิดอาจส่งผลกระทบทำให้ต้นพืชขาดธาตุอาหารที่สำคัญในการเจริญเติบโต หรือไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้

วงจรการเกิดโรค (disease cycle)

โรคพืชแต่ละชนิดจะมีจุดเริ่มต้นที่ส่วนของเชื้อสาเหตุโรคเข้าไปสัมผัสกับส่วนของต้นพืชแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการต่างๆ ในทางที่จะทำให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าไปอาศัยหรือดำรงชีพอยู่กับต้นพืชนั้น ในขณะเดียวกันพืชก็จะมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการทั้งด้านการเจริญเติบโตตามปรกติธรรมชาติของพืช และในขณะเดียวกันก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อสาเหตุโรคที่เข้ามาทำลายจนกว่าพืชจะถึงระยะสุดท้ายของวงจรชีวิต เชื้อสาเหตุโรคก็จะมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมหรือสภาพของต้นพืชที่เชื้ออาศัยอยู่ ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เชื้อสาเหตุโรคเข้าไปสัมผัสกับพืชแล้วก่อให้เกิดโรคบนพืชได้ตลอดอายุปลูกของพืชหนึ่งๆเรียกว่า วงจรการเกิดโรค

โรคของกะหล่ำและผักกาดต่างๆ

1.โรคเน่าเละของผักกาดหัว (Soft rot of chinese radish)

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อบัคเตรี Erwinia carotovora
อาการ  เริ่มอาการของโรคเป็นจุดชํ้านํ้า ซึ่งจะเน่าอย่างรวดเร็ว ทําให้เนื้อเยื่อเปื่อยและเป็นนํ้าภายในเวลา 2-3 วัน ผักจะเน่ายุบหายไปหมดทั้งต้นหรือหัว หรือฟุบแห้งเป็นสีนํ้าตาลอยู่ที่ผิวดิน อาการเน่าจะเกิดขึ้นที่ส่วนใดก่อนก็ได้แตโดยปกติจะเริ่มที่โคนก้านใบหรือตรงกลางต้น

2.โรคเน่าดําของกะหลํ่าปลี (Black rot of cabbage)

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อบัคเตรี Xanthomonas campestris
อาการ ขอบใบแห้งเข้าไปเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีปลายแหลมชี้ไปที่เส้นกลางใบ เนื้อเยื่อที่แห้ง มีเส้นใบสีดําเห็นชัดเจน ทําให้ใบเหลืองและแห้ง อาการใบแห้งจะลามลงไปถึงเส้นกลางใบ และลุกลามลงไปถึงก้านใบและใบอื่นๆ ทั่วกันด้วย เกิดอาการใบเหี่ยวและแห้งตายไป ผักจะชะงักการเจริญเติบโตต้นอาจถึงแก่ความตายด้วย
การป้องกันกําจัด
       - โรคนี้เข้าใจว่าติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ ซึ่งบางครั้งก็มีโรคเกิดมากกว่าปกติ การป้องกันมีอยู่วิธีเดียวคือ ปลูกพืชหมุนเวียนสลับ เช่น ปลูกข้าวโพด พริก ฯลฯ โดยไม่ปลูกพืชพวกนี้อย่างน้อย 3 ปีเมื่อมีโรคระบาด

3.โรครานํ้าค้างของคะน้า (Downy mildew of chinese kale)


สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Peronospora parasitica
อาการ ใบเป็นจุดละเอียดสีดําอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ จุดละเอียดเหล่านี้มีราสีขาวอมเทาอ่อนคล้ายผงแป้งขึ้นเป็นกลุ่มๆ กระจัดกระจายทั่วไป ใบที่อยู่ตอนล่างๆ จะมีแผลเกิดก่อนแล้วลามระบาดขึ้นไปยังใบที่อยู่สูงกว่า ใบที่มีเชื้อราขึ้นเป็นกลุ่มกระจายเต็มใบจะมีลักษณะเหลืองและร่วง หรือใบแห้ง ในเวลาที่อากาศไม่ชื้น จะไม่พบผงแป้ง และแผลแห้งเป็นสีเทาดํา โรคนี้ระบาดได้ตั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้า ซึ่งจะทําความเสียหายมากเพราะมีใบเสียมาก ต้นเติบโตช้า ถ้าโรคระบาดในระยะติดฝัก ฝักอ่อนก็มีแผลแบบเดียวกับแผลบนใบ ผักไม่สมบูรณ์
การป้องกันกําจัด
       - ให้ฉีดพ่นยาป้องกันกําจัด เช่น ยาไซเนบ มาเนบ ไดโฟลาแทน เบนเลท หรือ เบนโมบิล ดาโนบิล แคปเทน หรือ ยาชนิดอื่นๆ ที่มีสารทองแดงเป็นองค์ประกอบสารประกอบทองแดงไม่ควรใช้ในระยะที่ยังเป็นต้นกล้า เพราะเป็นพิษต่อต้นกล้า
หมายเหตุ
       โรคนี้ไม่ทําให้ต้นตาย ผักรับประทานใบ เช่น คะน้า ผักกาด ฯลฯ นํ้าหนักลดเพราะต้องตัดใบเป็นโรคออกเสีย ทําให้ผลผลิตตกตํ่า กะหลํ่าปลีมักเสียหายในระยะก่อนห่อเป็นหัว เมล็ดจากผักที่เป็นโรคไม่ควรเก็บไว้ทําพันธุ์ ผักหลายชนิดในตระกูลนี้พบเป็นโรคเดียวกัน

4.โรคแผลวงกลมสีนํ้าตาลไหม้ของคะน้า (Leaf spot of chinese kale)

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Alternaria sp.
อาการ ใบมีแผลวงกลมสีนํ้าตาลซ้อนกันหลายชั้น เนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขนาดของแผลมีทั้งใหญ่และเล็กบนแผลมักจะมีเชื้อราขึ้นบางๆ มองเห็นเป็นผงสีดํา ผักบางชนิดและบางพันธุ์มีแผลที่ก้านใบเป็นจุด หรือแผลรูปวงกลมรีสีนํ้าตาลดํา เนื้อเยื่อบุ๋มลงไปเล็กน้อย ในที่บางแห่งพบแผลวงกลมบนฝักอ่อนด้วย ทําให้ฝักอ่อนแห้งเป็นสีนํ้าตาล ใบแก่ที่อยู่ตอนล่างมักจะเป็นโรคมากกว่า
การป้องกันกําจัด
       การฉีดพ่นยาป้องกันกําจัดเชื้อราอยู่เสมอๆ จะช่วยป้องกันกําจัดเชื้อรานี้ และเชื้อราโรคอื่นๆด้วย ยาเกือบทุกชนิดให้ผลดียกเว้น ยาเบนโนมิล หรือ เบนเลท และ กํามะถันที่ไม่ให้ผลแต่อย่างใด
หมายเหตุ
       โรคนี้ไม่ทําให้ต้นตาย แต่ทําให้ผลิตผลตกตํ่า เพราะมีใบเหลืองเน่ามาก และเกิดกับผักทุกชนิดในตระกูลนี้

5.โรคโคนก้านใบ และต้นเน่าของผักกาดเขียวปลี(Stem canker of Rhizoctonia rot of chinese mustard)
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani
อาการ ลําต้นระดับดินและโคนก้านใบมีเชื้อราสีขาวนวลขึ้นเป็นแผลวงกลมหรือรูปไข่ ซึ่งขยายกว้างออก ไป และเนื้อเยื่อตรงกลางแผลเน่าบุ๋มลึกลงไปคล้ายขนมครก และมีสีนํ้าตาลอ่อน หรือสีนํ้าตาลแก่ เชื้อราจะค่อยๆ ลามเข้าไปภายใน ทําให้กาบใบที่อยู่ข้างในมีแผลเน่าด้วย ใบที่มีแผลใหญ่ที่โคนจะเหี่ยว และหักหลุดไปตรงแผล ต้นอาจตายได้ถ้าเชื้อราทําลายโคนใบและลําต้นหมด มักจะเกิดในแปลงที่มีการระบายนํ้าไม่ดี ในแปลงกล้าผักจะมีโรคนี้ระบาดด้วย ผักจะเน่าเร็วขึ้นเมื่อมีเชื้อบัคเตรีที่ทําให้เกิดอากาารเน่าเละ เข้ามาภายหลัง
การป้องกันกําจัด
1. ทําทางระบายนํ้าให้ดีอย่าให้มีนํ้าขังแฉะ
2. ควรใช้ยาป้องกันกําจัดเชื้อราละลายนํ้ารดที่ผิวดิน และฉีดพ่นยาที่โคนใบ
3. ให้ถอนต้นที่มีแผลออกไปทําลายเสีย
หมายเหตุ
ผักหลายชนิดเป็นโรคนี้ดhวย ไดแกjพวก มักฝรั่ง ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา พริก ฯลฯ โดยมีแผลที่โคนต้น ผักกาดเขียวปลีและผักกาดขาวพบเป็นโรคนี้มากที่สุด


โรคของมะเขือเทศ

1.โรคเหี่ยวที่เกิดจาก Fusarium (Fusarium wilt)


สาเหตุโรค : Fusarium oxysporum f.sp. lycopersici
อาการโรค
โรคจะเกิดเป็นกับมะเขือเทศได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ในต้นกล้าอาการเริ่มแรกคือ หยุดการเจริญเติบโต ใบแก่จะตกขอบใบม้วนลงด้านใต้ เหี่ยวเฉา และตายในที่สุด ในต้นแก่ที่พ้นระยะกล้าแล้ว อาการส่วนใหญ่จะรุนแรงในระยะให้ดอก หรือขณะมีลูกจะสังเกตเห็นใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ ของต้น เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง โดยอาการดังกล่าวบางครั้งจะแสดงออกเพียงด้านใดด้านหนึ่งของต้น ส่วนด้านที่เหลือยังคงเจริญเติบโตเป็นปกติ ทั้งนี้เนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อในระยะแรกเกิดขึ้นกับรากพืชเฉพาะซีกเดียวของต้นก่อน ต่อมาหลังจากรากที่เหลือถูกทำลายหมด อาการเหลืองจะค่อยๆ กระจายไปยังใบอื่นๆ ครั้งแรกจะเหี่ยวเฉพาะกลางวันที่อากาศ และแดดจัด และจะกลับตั้งตัวดังเดิมในเวลากลางคืน แต่เมื่อนานเข้าอาการเหี่ยวก็จะทวีเพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดจะเหี่ยวอย่างถาวรต่อมาจะแห้งแล้วตายทั้งต้นในที่สุด หากถอนต้นมะเขือเทศที่แสดงอาการดังกล่าวขึ้นจากดินจะเห็นบริเวณโคนต้นระดับดินหรือต่ำลงไปเล็กน้อยและรากส่วนใหญ่ถูก ทำลายเป็นแผลสีนํ้าตาล เปลือกหลุดล่อน เมื่อผ่าต้นออกดูจะ เห็นส่วนของท่อนํ้าท่ออาหารถูกทำลายเกิดเป็นแผลเน่าสีนํ้าตาล จากระดับดินสูงขึ้นมา 4-5 นิ้วฟุต หรือมากกว่าจนตลอดทั้งต้นในกรณีที่เป็นรุนแรง บางครั้งถ้ามะเขือเทศให้ผลแล้วลูกที่มีอยู่จะถูกเชื้อเข้าทำลายด้วยโดยจะสังเกตรอยช้ำเน่าขึ้นในส่วนที่เป็นท่อนํ้าท่ออาหารของผล
การป้องกันกำจัด
1. เพาะกล้าในดินที่ใหม่สะอาดหรือฆ่าเชื้อแล้ว
2.หลีกเลี่ยงการปลูกมะเขือเทศลงในดินที่เคยมีโรคเกิดขึ้นการปลูกพืชหมุนเวียนแม้จะไม่สามารถกำจัดทำลายเชื้อได้หมดแต่ก็อาจช่วยลดความรุนแรงหรือความเสียหายจากโรคลงได้ แต่ต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน คือ 5 - 7 ปี เป็นอย่างต่ำ
3. ระวังเรื่องการเคลื่อนย้ายเชื้อในดินหรือสิ่งที่จะนำเอาเชื้อติดไปด้วย เช่น จอบ เสียม เครื่องมือขุดพรวนดิน ไม้หลักทำค้างที่เคยใช้มาก่อน
4. ปลูกมะเขือเทศในดินที่เป็นด่างเล็กน้อยจะปลอดภัยกว่าในดินกรด

2.โรคใบจุดสีน้ำตาล (early blight)


สาเหตุโรค: Alternaria solani
อาการ
เป็นโรคที่สำคัญของมะเขือเทศ ถ้าเกิดในระยะกล้าอาจทำให้ต้นตาย ลักษณะอาการเกิดที่ใบ ลำต้นและผล แผลเป็นสีน้ำตาลไหม้ อาจเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น ขอบแผลมีสีเหลือง ในระยะกำลังติดผล ทำให้ต้นโทรมก่อนแก่ ผลไม่สมบูรณ์ แผลสีน้ำตาลมักเริ่มเกิดบริเวณรอบๆขั้วผล ทำให้เก็บเกี่ยวไม่ได้ ในช่วงที่มีอากาศชื้นจะมีราดำขึ้นปกคลุมขนาดแผลไม่แน่นอน ใบที่เป็นโรคมักเริ่มจากส่วนล่างก่อนลามขึ้นส่วนบน
การป้องกันกำจัด
1. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปน หากไม่แน่ใจให้นำมาจุ่มในสารละลายไทแรม 0.2% นาน 24 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยนำไปเพาะ
2. หลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วให้เก็บทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคให้หมดโดยการเผาหรือฝังดินลึกๆ
3. ปลูกพืชหมุนเวียนโดยใช้พืชอื่นที่ไม่ใช่พวก Solanacious ปลูกสลับอย่างน้อย 3 ปี
4. หลีกเลี่ยงการย้ายกล้าอ่อนของมะเขือเทศไปปลูก ใกล้มะเขือเทศ มันฝรั่งหรือมะเขือยาวที่ปลูกอยู่ก่อน
5. หากเกิดโรคขึ้นในแปลงปลูกอาจป้องกันต้นที่ยังดีและลดความเสียหายของโรคลงได้โดยการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น ไดเทนเอ็ม-45 แคปแตน แมนโคเซ็บ 20-30 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือคูปราวิท ไธแรม ซีเน็บ มาเน็บ 40-50 กรัมต่อนํ้า 1 ปี๊บ โดยให้เลือกใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งทำการฉีดพ่นให้กับต้นมะเขือเทศทุกๆ 7-10 วัน ถ้าเกิดโรครุนแรง หรือสิ่งแวดล้อมเหมาะสมต่อการทำลายของโรค ก็ให้ร่นระยะเวลาฉีดให้เร็วขึ้นเป็น 3-5 วันต่อครั้ง

3.โรคใบหงิกเหลือง (Yellow leaf curl disease)


เชื้อสาเหตุโรค : ไวรัสใบหงิกเหลือง Tomato yellow leaf curl virus (TYLCV)
อาการของโรค
ใบยอดและใบอ่อนแสดงอาการเหลืองหรือด่างเหลือง และมีอาการใบหงิกหดย่น ขอบใบม้วนลงหรือม้วนขึ้น ใบหดเล็กลง หรือลีบเรียว ข้อปล้องหดสั้น ต้นเตี้ยแคระ ไม่เจริญเติบโตใบแก่มักแสดงอาการใบหงิกม้วนงอเพียงเล็กน้อย ดอกมักจะร่วง มะเขือเทศอาจติดผลได้บ้าง แต่ผลผลิตลดลงอย่างมาก เนื่องจากต้นพืชไม่เจริญ
การป้องกันกำจัด
ได้แก่การป้องกันกำจัดไม่ให้มีแมลงหวี่ขาวแพร่ระบาดในแปลงปลูก หรือหลีกเลี่ยงการปลูกพืชในช่วงที่มีแมลงชนิดนี้ระบาด ก็จะลดความเสียหายจากโรคนี้ลงได้


โรคของพริก

1.โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)


เชื้อสาเหตุ : เกิดจากรา 2 ชนิด คือ 1. Colletotrichum dematium (Syd.) Bulter & Bisby 2. Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Sacc.
อาการ
ผลพริกเริ่มเป็นแผลหรือจุดช้ำเป็นแอ่งยุบลง ลักษณะอาจกลมหรือไม่แน่นอน ขนาดก็ตั้งแต่จุดเล็กๆ ไปจนเต็มความกว้างของผลพริก อาจมีเพียงแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ แผลเหล่านี้ต่อมาจะแห้งเป็นสีนํ้าตาลหรือดำพร้อมกับการสร้าง fruiting body ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์หรือโคนิเดีย เป็นจุดสีเหลืองส้มหรือน้ำตาลดำเป็นวงๆ เรียงซ้อนกันอยู่ที่แผลดังกล่าวเชื้อจะเข้าทำลายผลพริกได้ทุกระยะการเจริญตั้งแต่เริ่มเป็นผลเล็กๆ จนโตเต็มที่และสุกแดงแล้ว อย่างไรก็ดีหากเป็นระยะที่ยังอ่อนเซลล์บริเวณแผลซึ่งถูกทำลาย จะหยุดการเจริญเติบโตขณะเดียวกันส่วนรอบๆ จะเจริญไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดอาการคดโค้งงอหรือบิดเบี้ยวขึ้นโดยมีแผล หรือเซลล์ที่ตายอยู่ด้านใน ลักษณะคล้ายกุ้งแห้งทำให้มีชื่อ เรียกดังกล่าว พริกที่เป็นโรคตามธรรมชาติมักแสดงอาการให้เห็นชัดเจนบนผลพริกที่แก่จัดหรือผลสุก ส่วนอาการบนใบ ยอดอ่อน และกิ่งจะเกิดโรคต่อเมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม โรคนี้ถ้าเกิดกับต้นกล้าจะทำให้ต้นกล้าแห้งตาย (seedling blight)
การป้องกันและกำจัด
1. เมล็ดพันธุ์ควรเก็บจากแปลงที่ไม่เป็นโรคมาก่อน ถ้าจำเป็นต้องเก็บจากแปลงที่เป็นโรค ก่อนปลูกควรทำ seed treatment เช่น hot water treatment ใช้อุณหภูมิ 50-52?ซ. นาน 30 นาที พบว่าได้ผลดีมาก หรือใช้สารเคมี Delsene MX คลุกเมล็ดในอัตรา 0.8% ของนํ้าหนักเมล็ดก็ได้ผลดีเช่นกัน
2. ปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับพืชที่ไม่อยู่ในวงศ์ Solanaceae และหมั่นทำลายวัชพืช จัดการระบายนํ้าให้ดี ตลอดจนเก็บเศษซากพืชที่เป็นโรคนี้ทำลายเสีย
3. หลังจากเก็บพริกจากต้นแล้วและอยู่ในระหว่างการขนส่ง ควรเก็บไว้ในที่เย็น ภายใต้อุณหภูมิคงที่ พริกจะไม่ค่อยเกิดโรค
4. เมื่อต้นพริกโตแล้ว ฉีดสารเคมีป้องกันไม่ให้เกิดโรค เช่น imazalil, prochloraz, benomyl, carbendazim, mancozeb, maneb และ Delsene MX เป็นต้น

2.โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา Cercospora (Cercospora leaf spot)


เชื้อสาเหตุ : Cercospora capsici Heald & Wolf.
อาการ
โรคจะเข้าทำลายก่อเกิดอาการได้ทุกส่วนของต้นพริกไม่ว่าจะเป็นต้น กิ่ง ก้านใบ กลีบดอก ผล และขั้วผล บนใบแผลจะเริ่มจากจุดเซลล์ตายเล็กๆ ค่อนข้างกลมแล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้นเปลี่ยนเป็นแผลสีเหลืองซีดจางขอบเข้ม ตอนกลางบางมีสีจางหรือเป็นจุดขาว ปกติแล้วแผลจะมีขนาด ราว 3-4 มิลลิเมตร แต่ถ้าเกิดเดี่ยวบางครั้งอาจมีขนาดโตถึง 1 เซนติเมตรใบที่เกิดแผลมากๆ เนื้อใบจะเหลืองทั้งใบ แล้วร่วงหลุดจากต้น ในต้นที่เป็นรุนแรงใบจะร่วงหมดทั้งต้น ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดความเสียหายคือต้นโทรมไม่ออกผล แต่ถ้าเป็นในระยะที่ให้ผลแล้วเมื่อได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่จะทำให้เกิดอาการไหม้ตายนึ่ง (sunburn) ขึ้นกับผลพริกเนื่องจากไม่มีใบช่วยบังแสงให้ ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้ออื่นเข้าทำลายได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับอาการแผลบนต้น กิ่ง ก้าน มีลักษณะเป็นแผลยาวสีดำหรือนํ้าตาลเข้ม หากเกิดมากๆ จะทำลายกิ่ง ก้าน เหล่านั้นให้แห้งตายได้ และถ้าเกิดแผลที่ขั้วผลก็จะทำให้ผลร่วง
การป้องกันและกำจัด
1. เลือกใข้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ
2. หลีกเลี่ยงการปลูกพริกในแปลงที่เคยมีโรคระบาดมาก่อนอย่างน้อย 2 ปี
3. เมื่อเกิดโรคระบาดรุนแรงสารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ คลอโรธาไลนิล, สารผสมระหว่างเบนโนมิล หรือคาร์เบนดาซิม และแมนโคเซ็บ, มาเน็บ หรือซีเน็บ

3.โรครากและโคนเน่า (root rot)

เชื้อสาเหตุ: Sclerotium rolfsii Sacc.
อาการ
พริกที่ถูกเชื้อ Sclerotium spp. เข้าทำลายก็เช่นเดียวกับในมะเขือเทศ เชื้อจะเข้าทำลายส่วนรากและโคนต้น ระดับดิน ถ้าเป็นในระยะกล้าอาการจะคล้าย damping-off ส่วนในต้นโตจะเกิดอาการใบเหลือง เหี่ยว ใบล่วง แคระแกร็น หยุดการเจริญเติบโต เมื่อถอนต้นขึ้นดูจะพบว่าระบบรากถูกทำลายหลุดล่อนขาดกุดเช่นเดียวกับที่เกิดจาก Fusarium บริเวณโคนต้น เปลือกจะถูกทำลายลึกเข้าไปถึงส่วนของลำต้น ภายในเกิดเป็นแผลเป็นสีนํ้าตาลพร้อมกับจะปรากฎเส้นใยสีขาวขึ้นอยู่ทั่วไป และที่ต่างไปจากราอื่นๆ คือจะพบเม็ดสเครอโรเทียสีขาวหรือนํ้าตาลเป็นเม็ดกลมเล็กๆ เท่าหัวเข็มหมุดเป็นจำนวนมากอยู่ที่บริเวณแผลและดินโคนต้นเห็นได้ชัดเจน เมื่อรากถูกทำลายหมดหรือหากเกิดแผลจนรอบโคนต้นแล้ว พืชมักจะแห้งตายทั้งต้น
การป้องกันกำจัด
1. ขุดทำลายต้นพริกที่เป็นโรคพร้อมทั้งฆ่าทำลายเชื้อในดินบริเวณโคนต้นโดยใช้ไฟเผาหรือสารเคมีเช่น เทอราคลอร์ ฟอร์มาลดีไฮด์ ราดลดลงไปในดินนั้น
2. หลีกเลี่ยงหรืองดปลูกพริกซํ้าลงในดินที่เคยมีโรคระบาดไม่ต่ำกว่า 5 ปี
3. หลังเก็บเกี่ยวผลแล้วให้เติมปูนขาวลงในดินในปริมาณ 100-300 กก. ต่อไร่ แล้วปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งเมื่อใกล้จะปลูกพืชใหม่จึงค่อยใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกลงไปอีก 2-4 ตัน วิธีนี้จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตและลดปริมาณเชื้อที่มีอยู่ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของดินเพื่อให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชต่อไป


โรคของพืชตระกูลแตง

1.โรคราแป้งขาวแตง (powdery mildew)

สาเหตุโรค : Erysiphe cichoracearum แล: Sphaerotheca fuliginea
อาการ
เชื้อราจะเข้าทำลายและเจริญเติบโตได้บนทุกส่วนของต้นแตงที่อยู่เหนือดินโดยจะเกิดอาการเป็นผงหรือฝุ่นแป้งสีขาวขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไปตรงจุดที่เกิดโรค ในระยะแรกเนื้อเยื่อตรงที่เกิดอาการขึ้นนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ จนกระทั่งเป็นมากเชื้อราขึ้นคลุมไปหมด สีของต้นเถาหรือใบจะค่อยๆ ซีดเหลืองแล้วแห้งในเวลาต่อมา โดยเฉพาะถ้าเป็นส่วนที่ยังอ่อนอยู่อาจจะตายได้ สำหรับลูกหรือผลแตงอาการโรคจะเกิดขึ้นน้อยกว่าบนต้นและใบนอกจากพวกที่ติดโรคง่าย เช่น แตงโม แคนทาลูป และแตงร้าน ในรายที่เกิดโรครุนแรง และสิ่งแวดล้อมเหมาะสม ก็จะเกิดโรคขึ้นที่ลูกได้เช่นกัน และอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ ถ้าเป็นในระยะที่ลูกยังเล็ก หรืออ่อนอยู่โดยจะทำให้เกิดอาการแกร็น บิดเบี้ยว เสียรูปทรงผิวขรุขระ เป็นตุ่มหรือแผลขึ้นที่เปลือก ส่วนในลูกที่เจริญเติบโตเต็มที่ เมื่อเป็นโรคก็จะทำให้เกิดความไม่น่าดู ขายไม่ได้ราคา
การป้องกันและกำจัด
1. กำจัดวัชพืชหรือพวกพืชถาวรในตระกูลแตงในบริเวณแปลงปลูกให้หมด
2. เมื่อปรากฏมีโรคเกิดขึ้นให้ใช้สารเคมีต่อไปนี้
- คาราเทน (karathane) หรือมิลเด็กซ์ (mildex) ใช้ได้ดีกับแตงไทยและแตงแคนทาลูปโดยเฉพาะกับเชื้อ Sphaerotheca โดยใช้สารเคมีดังกล่าว 125 - 180 กรัมละลายนํ้า 1 ปี๊บ ฉีดทุก 3 - 5 วัน
- โอวาแทรน (ovatran) ปกติสารเคมีนี้ใช้ป้องกันกำจัดพวกไรหรือแมงมุมแดง แต่ก็ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีในการป้องกันกำจัดโรคราแป้งขาวบนแตงโดยเฉพาะแตงกวา และแตงร้าน
- คูปราวิทหรือค็อปปิไซด์ในอัตราส่วน 30-40 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บทุกๆ 7 - 10 วัน
- เบนเลทในอัตราส่วน 125 - 180 กรัม ต่อนํ้า 1 ปี๊บ ทุก 2 อาทิตย์
3. เลือกปลูกแตงโดยใช้พันธ์ที่มีความต้านทาน

2.โรคใบจุดเหลี่ยม (angular leaf spot)


สาเหตุโรค : Pseudomonas syringae pv. Lachrymans
อาการ
อาการโรคจะเกิดขึ้นได้บนทุกส่วนของต้นแตงไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ต้น เถา ใบและผล แต่อาการที่เกิดบนใบจะเด่นชัดกว่าที่อื่น คือ เเผลที่เกิดขึ้นมีรูปร่างไม่คงที่ แต่ค่อนข้างเป็นเหลี่ยมลักษณะเป็นแผลช้ำฉ่ำน้ำ ในระยะที่อากาศมีความชื้นสูงหรือในตอนเช้าหลังจากที่มีหมอก น้ำค้างจัดในตอนกลางคืน ตรงบริเวณที่เป็นแผลจะปรากฎเมือกของเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุโรคซึมเยิ้มออกมาคลุมปิดอยู่เต็ม เมือกสีเหลืองแบคทีเรียนี้ เมื่อถูกความร้อนจากแสงแดดในตอนกลางวันก็จะแห้งกลายเป็นคราบหรือเกล็ดเคลือบปิดแผลอยู่ ขณะเดียวกันแผล ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะช้ำฉ่ำนํ้า ก็จะค่อยๆ แห้งเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือนํ้าตาลและอาจขาดหลุดออกจากเนื้อในปกติ ทำให้เกิดแผลเป็นรูพรุนขึ้น บนผลแตงจุดแผลที่เกิดจะมีขนาดเล็กกว่าที่ใบและค่อนข้างกลม เมื่อเป็นนานๆ จะมีสีขาว และเปิดแยกออกเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแผลนี้มักจะเป็นช่องทางให้เชื้อพวกที่ทำให้เกิดอาการเน่าเละตามเข้าไปภายหลัง ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดอาการเน่าเสียหมดทั้งลูก อย่างไรก็ดี การที่ผลแตงถูกเชื้อเข้าทำลาย เกิดอาการโรคขึ้นนี้ เชื้อก็จะไปเคลือบเกาะติดอยู่ที่ผิวหรือเปลือกของเมล็ด ทำให้เกิดเป็น seed-borne อยู่ข้ามฤดูหรือระบาดไปเป็นระยะทางไกลๆ ได้
การป้องกันและกำจัด
1. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ หากไม่แน่ใจก็ให้ฆ่าทำลายเชื้อที่อาจติดมาด้วยการจุ่มแช่เมล็ดในนํ้ายาเมอร์คิวริคคลอไรด์ 1.5 : 1,000 (HgCl2 1.5 กรัม ละลายน้ำ 1,000 มล.) นาน 5 นาที แล้วนำมาล้างในน้ำไหลอย่างน้อย 10 นาที ผึ่งให้แห้ง แล้วจึงค่อยนำไปปลูก
2. ฉีดสารเคมีป้องกันแมลงที่มากัดกินต้นแตงด้วย เมโธไซคลอ โรทีโนน หรือมาลาไธออน
3. ขจัดทำลายวัชพืชพวกแตงหรือต้นแตงที่งอกขึ้นมาเองหลังเก็บเกี่ยวให้หมดจากบริเวณแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยชั่วคราวของเชื้อ
4. หากมีโรคเกิดขึ้นในแปลงปลูกให้รีบป้องกันต้นอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นด้วยสารเคมีที่มีองค์ประกอบของทองแดง เช่น คูปราวิท
ค็อปปิไซด์ ในต้นที่โตเต็มที่แล้ว แต่ถ้ายังเป็นต้นอ่อนให้ใช้ไธแรม แคปแตนแทน หรือจะใช้ยาปฏิชีวนะ คือ แอกริมายซินในอัตราความเข้มข้น 200-400 ppm. ก็จะช่วยป้องกันและลดความเสียหายลงได้
5. ควรงดปลูกแตงลงในดินหรือแปลงปลูกที่เคยมีโรคเกิดขึ้นสักระยะหนึ่ง 3-4 ปี หรือหากจะปลูกก็ควรเลือกใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค

3.โรครานํ้าค้าง (downy mildew)


สาเหตุโรค : Pseudoperonospora cubensis
อาการ
อาการส่วนใหญ่จะเกิดบนใบ โดยจะเริ่มจากจุดแผลสีเขียวซีดขึ้นก่อน ต่อมาจะค่อยๆ ขยายโตขึ้นเป็นสีเหลืองและมีขอบเขตเป็นเหลี่ยมตามแนวหรือข่ายของเส้น vein ขณะเดียวกันหากความชื้นในอากาศสูง เช่น ในระยะที่มีฝนปรอย หรือหมอกนํ้าค้างจัด ทางด้านใต้ใบตรงกับจุดแผลที่เกิดขึ้น จะพบกลุ่มของเส้นใยและสปอร์ของเชื้อสาเหตุลักษณะเป็นขุย หรือผงสีเทา ซึ่งเมื่อแก่หรือแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล ในกรณีที่เกิดโรครุนแรงและสิ่งแวดส้อมเหมาะสม ใบส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในต้นอาจถูกเชื้อเข้าทำลายอย่างรุนแรง ทำให้ใบทั้งใบแห้งตาย ต้นจะโทรมอาจถึงตายได้ทั้งต้น สำหรับลูกแตงมักจะไม่ถูกเชื้อเข้าทำลายโดยตรง แต่เมื่อต้นเป็นโรคก็จะมีผลทางอ้อม เช่น เจริญเติบโตไม่เต็มที่ แกร็น คุณภาพและรสเสียไป
การป้องกันและกำจัด
1. ขจัดทำลายวัชพืชพวกแตงต่างๆ และต้นที่งอก หรือหลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวให้หมดจากบริเวณหรือแปลงปลูก
2. เมื่อปรากฏมีโรคเกิดขึ้นในแปลงปลูกให้รีบป้องกันการระบาดเพื่อรักษาต้นที่ยังดีอยู่โดยการใช้สารเคมี เช่น บาซิลัส ซับทิลิส ,ฟลูโอพิโคโล+ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม, อีทาบ็อกแซม, ไซม๊อกซานิล+ฟาม็อกซาโดน, แมนโคเซบ+แมนดิโพรพามิด, ไซม็อกซานิล+แมนโคเซบ, คลอโรทาโลนิล
***การฉีดพ่นสารเคมีดังกล่าว ควรทำทันทีเมื่อเริ่มมีโรคเกิดขึ้น สำหรับการป้องกันควรทำหลังจากต้นแตงเกิดใบจริงแล้ว 2-5 ใบ โดยทำการฉีดทุกๆ 5 วัน หรือ 2 ครั้งใน 1 อาทิตย์ หากสิ่งแวดล้อมเหมาะสม และทำต่อเนื่องไปจนกระทั่งพืชแข็งแรงพ้นระยะการระบาดของโรค
3. สำหรับในกรณีเกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ ให้ใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่น สามารถลดการระบาดได้ดีเช่นกัน
4. วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือเลือกปลูกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค

โรคของมะนาว

1.โรคแคงเกอร์ (Citrus canker)


สาเหตุโรค : Xanthomonas campestris pv. citri
อาการ
โรคแคงเคอร์จะเกิดและเป็นได้กับทุกส่วนของต้นมะนาวที่อยู่เหนือพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นใบ ต้น กิ่งก้าน ดอก และผล บนใบ อาการระยะแรกจะเริ่มจากจุดเซลล์ตายเล็กๆ ขนาดหัวเข็มหมุด ลักษณะใสและฉ่ำนํ้า ต่อมาจะขยายโตขึ้นกลายเป็นแผลสะเก็ดนูน ค่อนข้างกลม และมีสีน้ำตาลคล้ายฟองน้ำ ตอนกลางจะเป็นแอ่งบุ๋มลง บางครั้งทำให้แลดูคล้ายกับเป็นแผลมีขอบ และแข็ง แต่ก็จะหลุดล่อนออกได้ง่าย ปกติแล้วแผลแต่ละแผลจะมีขนาดไม่โตนักประมาณ 2-3 มม. แต่ถ้าเกิดมากๆ แผลเหล่านั้นอาจจะมาต่อเชื่อมกันทำให้เกิดเป็นแผลใหญ่ และมีรูปร่างไม่แน่นอนขึ้น ส่วนใหญ่แล้วแผลจะเกิดขึ้นทั้งสองด้านของใบตรงกัน และมีสิ่งบ่งชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ รอบแผลจะมีบริเวณเซลล์ตายสีเหลือง (halo) ล้อมรอบอยู่ บนต้นกิ่งและก้าน ส่วนใหญ่แผลมักจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่ยังเป็นกิ่งอ่อน มีลักษณะอาการและการเกิดคล้ายกับที่ใบ แต่เมื่อเป็นนานจะขยายลามออกไปจนรอบ หรือไม่ก็ยาวไปตามกิ่ง แผลจะฟูนูนแข็งเป็นสะเก็ดและมีสีน้ำตาลเช่นกัน แต่จะไม่มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบ เช่น ที่ใบ บนผลมะนาว อาการก็คล้ายๆ กับที่ใบและกิ่งก้าน ลักษณะเป็นแผลสะเก็ดสีน้ำตาลผิวขรุขระ ตรงกลางเป็นแอ่งยุบลง เมื่อเริ่มเป็นจะมีสีเหลือง แล้วเปลี่ยนเป็นนํ้าตาลเมื่อแก่ แผลแต่ละแผลปกติจะมีขนาดและขอบเขตจำกัดค่อนข้างกลม หากเกิดมากอาจจะมารวมหรือชนต่อเชื่อมกันกลายเป็นแผลใหญ่ มีรูปร่างไม่แน่นอน แผลบนผลบางครั้งขณะที่ยังอ่อนมีสีเขียว อาจจะพบว่ามีวงแหวนสีซีดล้อมรอบแต่จะเป็นเพียงจางๆ ไม่ชัดเท่าบนใบ ผลมะนาวที่แสดงอาการมากๆ ขณะที่ยังอ่อนอาจจะร่วงหล่นออกจากต้นในรายที่เป็นรุนแรงต้นจะโทรม แคระแกรน อ่อนแอ ใบอาจจะหลุดร่วง กิ่งแห้งตาย ให้ลูกและผลน้อย และอาจถึงตายในที่สุด
การป้องกันและกำจัด
1.ตัดแต่งทรงพุ่มของต้นมะนาวให้โปร่ง อย่าให้มีกิ่งแขนงเล็กๆบดบังแสงแดดที่ส่องมายังต้นมะนาว รวมถึงบริเวณโคนต้นด้วย โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียทั้งหลายจะถูกทำลายโดยแสงยูวีหรือความร้อนนั้นเอง
2.ให้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ในการที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งโตมากเกินความจำเป็นจะทำให้มะนาวโตและยืดโครงสร้างของเซลล์มากเกินไป เป็นสาเหตุของการสะสมเชื้อราและแบคทีเรียทั้งหลาย
3.ทำการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ชื่อ สามัญ:อะบาแม็กติน เพื่อกำจัดหนอนชอนใบ และไข่หนอนผีเสื้อกลางคืนทุกๆ4-7วัน ในอัตราส่วนที่กำกับตามสลากยาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เกินปริมาณที่กำหนดแมลงอาจดื้อยาได้ในอนาคตกรณีเป็นแมลงปากกัดเช่นแมลงค่อมหรือเพลี๊ยและแมลงปากดูด ให้ใช้ยาชื่อสามัญ ไธอะมีโทแซม (thiamethoxam)โดยควรเปลี่ยนยาทุกๆ2เดือนสลับกันไปเพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง
4.หลีกเลี่ยงการรดน้ำมะนาวในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ 17.00น.เป็นต้นไป เพราะเชื้อราและแบคทีเรียจะเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็นความชื้นสัมผัสสูงนั้นเอง ไม่ควรใช้สปริงเกอร์แบบกระจายไปทั่วสวนแต่ควรกำหนดเฉพาะจุดโคนต้นมะนาวเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นในใบและกิ่งของมะนาว

2.โรคทริสเตซา (tristeza disease)

สาเหตุโรค: Citrus tristeza virus (CTV)
อาการ
เริ่มจากใบอ่อนที่อยู่ปลายกิ่งหรือยอดจะแสดงอาการผิดปกติ โดยมีขนาดเล็กลง ขอบใบโค้งบิดงอขึ้นหรือห่อเป็นรูปถ้วย สีซีดจางหรือด่าง เหลืองสลับเขียว คล้ายขาดธาตุอาหารโดยเฉพาะตามแนวของเส้นใบ และจะยิ่งเห็นชัดขึ้นหากนำไปส่องดูกับแสงอาทิตย์ ใบพวกนี้จะล่วงหลุดจากต้นโดยง่าย ทำให้กิ่งแขนงแห้งตายจากส่วนยอดลงมา ต้นพวกนี้จะไม่ให้ลูกผลหรือให้ผลน้อย ที่ให้ผลแล้วก็จะ แกรนมีขนาดเล็กลง ต้นมะนาวที่มีอายุมากแล้วลำต้นมีขนาดใหญ่พอสมควรจะมีลักษณะอาการที่บ่งบอกได้อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อใช้มีดบากแล้วลอกเปลือกของลำต้นออกดูที่เนื้อไม้จะพบว่าเป็นรูเล็กๆ จำนวนมาก ส่วนเปลือกที่ลอกออกมาก็จะมีหนามแหลมยื่นออกมาตรงกับรูหรือรอยที่บุ๋มลงไปของเนื้อไม้ บางครั้งอาจพบอาการยางไหลออกมาจากเปลือกของลำต้น หรือกิ่งที่มีขนาดใหญ่ ต้นมะนาวที่เป็นโรครุนแรงจะมีอาการโทรมอย่างรวดเร็ว และแห้งตายทั้งต้นในที่สุด
การป้องกันและกำจัด
1. ใช้กิ่งพันธุ์ที่สะอาดหรือปลอดโรค
2. ป้องกันกำจัดแมลงต่างๆ หรือเพลี้ยอ่อนที่เป็นศัตรูส้มซึ่งอาจเป็นตัวนำหรือถ่ายเชื้อโดยการฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลง
3. ดูแลรักษาต้นส้มให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง อย่าให้ขาดน้ำ ธาตุอาหารจำเป็น เพราะต้นมะนาวที่อ่อนแอจะง่ายต่อการเกิดโรค และเสียหายรุนแรงกว่าต้นที่แข็งแรง

3.โรคใบแก้ว (zinc deficiency)

สาเหตุโรค: ขาดธาตุสังกะสี (Zn)
อาการ
การขาดธาตุสังกะสีจะเริ่มแสดงที่ใบอ่อนก่อนโดยเนื้อใบระหว่างเส้นแกนใบเกิดอาการซีดจางลง ต่อมาอาการซีดจะกลายเป็นเหลืองมากขึ้นโดยเส้นแกนใบและเส้นใบจะเขียวปกติอย่างเดิม ทำให้เกิดอาการด่างลายตัดกันชัดเจนยิ่งขึ้นใบที่แสดงอาการดังกล่าวมักจะมีขนาดเรียวเล็กปลายแหลมโดยเฉพาะใบอ่อน และปลายใบจะชี้ตั้งขึ้น อาการขาดสังกะสีจะเกิดขึ้นทั่วทั้งตันพร้อมกัน ในต้นที่แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งจะหดสั้นใบอ่อนที่แสดงอาการด่างลายจะค่อยๆ แห้งจากปลายเข้ามาลักษณะเป็น die back ต้นจะโทรมแคระแกรน เจริญเติบโตไม่เต็มที่หากมีผลก็จะมีขนาดเล็กแข็งไม่มีนํ้า การขาดธาตุสังกะสีมักจะพบในดินที่เป็นกรดหรือด่างจัด ทำให้ธาตุสังกะสีที่มีอยู่ในดินไม่ละลายนํ้าพืชไม่สามารถดูดซึมขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยเฉพาะพืชตระกูล ส้ม มะนาว เป็นพืชที่ต้องการสังกะสีค่อนข้างสูง จึงแสดงอาการขาดให้เห็นเสมอ
การป้องกันการขาดสังกะส
1. ปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้มีค่า pH เป็นกลางระหว่าง 6 – 6.5 ซึ่งจะทำให้สังกะสีที่มีอยู่สามารถละลายนํ้าพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้
2. ในกรณีที่ต้นมะนาวแสดงอาการให้ใช้สังกะสีซัลเฟต (ZnSO4)ในอัตราส่วน 150 – 200 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร ราดลงไปในดิน หรือฉีดพ่นให้กับต้นมะนาวโดยตรงก็จะช่วยแก้ได้ดีและเร็วขึ้น นอกจาก ZnSO4 อาจจะใช้สังกะสีออกไซด์ (ZnO) ก็อาจนำมาใช้ได้แต่ละลายนํ้าได้น้อยกว่าจึงต้องใช้ในปริมาณมาก โดยใส่ลงในดินให้พืชค่อยๆ นำไปใช้ไม่นิยมฉีดพ่นให้กับพืชโดยตรงเหมือน ZnSO4
3. ปัจจุบันมีสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสมเช่น ไธแรมและ ซีเน็บนอกจากจะใช้ในการป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากราบางชนิดแล้วยังสามารถแก้การขาดธาตุสังกะสีได้ทางอ้อมอีกด้วย

โรคพืชในไม้ผล

1.โรคตายพรายของกล้วย


สาเหตุโรค : เชื้อรา F. oxysporum f.sp. cubense
อาการ
มักจะเป็นกับกล้วยที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป โดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลือง และขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้หรือตายนึ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ในระยะแรก ต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ตกเครือแล้วจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามจืด บางครั้งพบใบกล้วยหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลือง หรือเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำต้นตามขวางจะพบว่าเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดง และอาจมีเส้นใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง
การป้องกันและกำจัด
ใช้พันธุ์กล้วยซึ่งต้านทานโรคแต่ต้องระวังสายพันธุ์ของเชื้อราซึ่งอาจกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรง ควรเผาทำลายต้นที่เป็นโรค ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้สูงขึ้น การเตรียมดินที่ดีและการอบฆ่าเชื้อราในดินก่อนปลูกจะช่วยลดความรุนแรงของโรค การใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจะช่วยเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ในดินและป้องกันโรค

2.โรคราแป้งเงาะ (Powdery mildew Disease)


สาเหตุ: เชื้อรา Oidium nepheli Kunz.
อาการ
ระยะช่อดอกเงาะก่อนบานจะมีราขาวจับคลุมดอก เชื้อราแป้งเจริญปกคลุมกลีบดอกและรังไข่ทําให้ชะงักการเจริญเติบโต ดอกแห้งฝ่อ ผลอ่อนที่มีเชื้อราสีขาวเจริญปกคลุมจะแห้งดํา เชื้อราแป้งอาจพักตัวหรือแสดงอาการตลอดระยะพัฒนาขนาดต่างๆ ของผลเงาะ ขนเงาะมีราขาวปกคลุมที่ผลอ่อนเพียงบางส่วนหรือทั่วผล ต่อมาขนเงาะจะแห้งดําและคอดขาดเหลือโคนขนเงาะสั้น ชาวสวนเรียกว่า "เงาะนิโกร" ผลเงาะระยะผลโตที่มีราแป้งคลุมจะเปลี่ยนสีเหลืองและตกกระดําที่ผิว ในสวนที่มีโรครุนแรง ผลเงาะที่เก็บเกี่ยวจะมีสีเหลือง ขนเกรียนสั้น เงาะพันธุ์โรงเรียนมีความรุนแรงของโรคน้อยแต่เมื่อเป็นโรคจะชะงักการเจริญ และผลเงาะมีผลสีดํา เชื้อราแป้งในจังหวัดภาคตะวันออกของประเทศไทยพบที่ระยะช่อดอกและผล และทางภาคใต้ของไทยยังพบกับใบที่อยู่ในพุ่มหรือยอดที่เจริญจากบริเวณกิ่งล่างๆ ใบอ่อนจะมีราขาวปกคลุม
การป้องกันกําจัด
- ฉีดพ่นสารป้องกันกําจัดราแป้งระยะแทงช่อดอกและติดผลประมาณ 3-4 ครั้ง โดยใช้สารชนิดดูดซึมเช่น ไตรอะไดมีฟอน(triadimefon) จะให้ผลดีกว่าการใช้กํามะถันผง ผลเงาะที่ฉีดพ่นเป็นระยะๆ ด้วยสารดูดซึมชนิดดังกล่าวจะควบคุมราแป้งที่ผิว ทําให้ผลเงาะพันธุ์สีชมพูมีผิวสะอาดเมื่อสุกมีสีแดงสม่ำาเสมอ ผลเงาะที่ฉีดพ่นด้วยกํามะถันอัตราสูงในสภาพที่มีอากาศร้อนอาจทําให้ผิวผลไหม้ผิวฃองผลเงาะจะสุกมีสีเหลืองหรือมีสีแดงไม่สม่ำาเสมอ

3.โรคราสีชมพูในทุเรียน (Pink disease)


สาเหตุ : เชื้อรา Corticium salmonicolor Berk & Br.
อาการ
เชื้อราสาเหตุของโรคเป็นราที่อาศัยและทำลายบนส่วนเปลือกของกิ่งหรือลำต้นส้ม ทำให้กิ่งหรือลำต้นแห้งตายเป็นสีน้ำตาล กิ่งหรือลำต้นที่เริ่มเป็นโรคจะมีใบเหลือง เหี่ยว และร่วงง่าย คล้ายกับอาการซึ่งเกิดเนื่องจากโรคยางไหลหรือเกิดจากการเจาะทำลายกิ่งของแมลง แต่ถ้าดูที่กิ่งหรือลำต้นนั้นแล้วจะไม่พบอาการยางไหลหรือมูลของแมลง จะพบเชื้อราสีชมพูเกิดและเจริญอยู่บนเปลือกตรงส่วนที่เป็นแผลแห้งคล้ายกัยรอยป้ายด้วยปูนแดงหรือปูนกินหมาก เมื่อเฉือนเปลือกดูอาจพบอาการเปลือกช้ำเป็นสีน้ำตาลดำ ส่วนด้านในของเปลือกมีอาการเป็นจุดฉ่ำน้ำจุดเล็กๆ หรือลุกลามเป็นแผลใหญ่ บางครั้งเชื้อราอาจลุกลามจากกิ่งที่เป็นโรคไปสู่กิ่งอื่นๆ หรือลำต้น ทำให้เกิดอาการแห้งตายพร้อมๆกันหลายๆกิ่งได้
การป้องกันและกำจัด
- ดูแลปฏิบัติต่อต้นส้มและสภาพแปลงปลูกให้เหมาะสมดูกต้องในเรื่องการตัดแต่งทรงพุ่ม โดยตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มให้โปร่ง แสงแดดส่องได้ทั่วถึงไม่แน่นทึบ บำรุงรักษาต้นส้มให้สมบูรณ์แข็งแรงโดยการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่เหมาะสม
- ตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่เป็นโรคเผาทำลายเพื่อลดปริมาณของเชื้อสาเหตุ
- ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คูปราวิท อัตรา 40 กรัม หรือ ซานต้าเอ อัตรา 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร

4.โรคก้นผลเน่า, ผลจุดของฝรั่ง (Stylar end rot, Fruit spot)

สาเหตุ: เชื้อรา Phomopsis sp. และ Lasiodiplodia theobromae (Botryodiplodia thebromae)
อาการ
ผลฝรั่งที่โตและเริ่มแก่แสดงอาการก้นผลเป็นจุดเน่าสีน้ำตาลสีซีดจาง นิ่มและมีสีซีดขาวเมื่อผ่าดูเนื้อในเน่าดำ จุดเน่าจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อภายในเน่านิ่มลุกลามสู่แกนกลางของผล มีสาเหตุจาก Phomopsis sp. ส่วน Lasiodiplodia sp. ทำให้ก้นผลเน่ามีสีเข้มเนื่องจากเชื้อราสร้างพิคนิเดียม (pycnidium) จำนวนมากที่ผิวที่เป็นโรค นอกจากที่บริเวณก้นแผล เชื้อรายังทำให้เกิดจุดบุ๋มสน้ำตาลเตข้มบนผล และจุดขยายโตได้อย่างรวดเร็ว และมักเกิดด้านในพุ่มหรือด้านในของช่อผล ผลฝรั่งที่ห่อผลในถุงกระดาษ หรือพลาสติกจะเน่ารวดเร็วเป็นโรคโดย Lasiodiplodia sp. มีเส้นใยสีเทาดำคลุมผลทำให้ผลแห้งเป็นมัมมี่
การป้องกันและกำจัด
- ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งและฉีดพ่นป้องกันกำจัดด้วยแมนโคเซป หรือคาร์เบนดาซิม และหลีกเลี่ยงการให้น้ำกับลำต้นซึ่งจะช่วยในการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

5.โรคใบด่างจุดวงแหวนของมะละกอ


สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus (PRV)
อาการ
เชื้อเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะละกอ ในระยะต้นกล้าเชื้อเข้าทำลายจะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบด่างเหลือง บิดเบี้ยวเสียรูป ใบจะหงิกงอ เรียวเล็กเหมือนหางหนู ถ้าเป็นรุนแรงใบ จะเหลือแค่เส้นใบดูเหมือนเส้นด้าย และต้นกล้าอาจตายได้หรือไม่เจริญเติบโต ในต้นที่โตแล้ว ใบมีอาการด่าง บิดเบี้ยว หงิกงอ ยอดและใบมีสีเหลืองกว่าต้นที่ไม่เป็นโรค และจะสังเกตเห็นลักษณะจุดหรือทางยาวสีเขียวเข้ม ดูช้ำตามก้านใบ ลำต้น การติดผลจะไม่ดีหรือไม่ติดเลย ผลมะละกอ อาจบิดเบี้ยว มีจุดลักษณะเป็นวงแหวน ทั่วทั้งผล เนื้อบริเวณที่เป็นจุดวงแหวนมักจะเป็นไตแข็ง มีรสขม ถ้าเป็น รุนแรงแผลเหล่านี้จะมีลักษณะคล้ายสะเก็ด หรือหูดนูนขึ้นมา บนผิวของผลจะขรุขระ ต้นที่เป็นโรคในระยะออกดอก จะทำให้ติดผลไม่ดี และผลที่ได้จะมีจุดวงแหวนเห็นได้ชัด นอกจากนี้ดอกในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะร่วง ไม่ติดผล
การป้องกันและกำจัด
เป็นการยากมากที่จะหาวิธีป้องกันหรือกำจัดโรคนี้โดยตรง
1.สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือ ต้องทำลายต้นที่ติดเชื้อโรคนี้ ที่แสดงอาการอย่างแน่ชัดก่อน โดยการเผาหรือฝังในดินให้ลึก
2.ปลูกมะละกอพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคนี้ เช่น ปากช่อง 1, แขกดำ,ท่าพระ
3.บริเวณปลูกมะละกอควรกำจัดวัชพืชให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกเพลี้ยอ่อน และควรปลูกห่างจากพืชตระกูลแตง
4.การปลูกพืชอาหารเพลี้ยอ่อน เช่น ข้าวโพด ถั่ว กล้วย รอบแปลงปลูกมะละกอ โดยเฉพาะด้านเหนือลม เพื่อเป็นกับดักให้เพลี้ยอ่อนเข้าดูดกิน และสูญเสียการถ่ายเชื้อไวรัสเข้าสู่มะละกอ
5.การสร้างภูมิคุ้มกันโดยการปลูกวัคซีนให้กับมะละกอ

6.โรคผลแตกยางไหลของมังคุด (Fruit cracking and gummosis)


สาเหตุ : จากปัจจัยสภาพแบดล้อมที่ไม่เหมาะสม
อาการ
ผลมังคุดระยะพัฒนาขนาดต่างๆ กันแสดงอาการยางไหล มีรอยร้าวแตก มียางสีเหลืองเยิ้ม พบผลแตกในระยะผลที่โตแล้ว 1-2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว
การป้องกันและกำจัด
- จัดการระบบน้ำที่ดีภายในสวนไม่ให้ระดับน้ำในดินสูง ควรป้องกันแมลง เพลี้ยไฟ แมลงวันทอง และชนิดอื่นๆ ที่ทำลายผิวผลทำให้อ่อนแอต่อการแตกของผลมากขึ้น

7.โรคผลเน่าของลองกอง (Fruit rot)


สาเหตุ: เกิดจากเชื้อรา Cylindrocladium sp.
ลักษณะอาการ
ผิวเปลือกจะเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลอ่อน และจะค่อย ๆ เข้มขึ้น ผลจะเริ่มนิ่มและยุบตัวลง การเน่าจะลุกลามไปทั่วทั้งผล โดยจะเห็นบนผิวที่เป็นสีน้ำตาลเข้มนั้น จะเป็นผงสีขาว ๆ ของเชื้อรา กระจัดกระจาย ผลของลองกองที่เก็บไว้นานในสภาพที่มีอากาศร้อนและชื้นแสดงการเน่าเสียบริเวณขั้วผล ทำให้ผลหลุดร่วงออกจากช่อ เนื้อเยื่อเน่าที่ขั้วผลมีสีดำเมื่อทิ้งไว้นานจะแสดงการเน่าลุกลามผลฝ่อแฟบ มีเส้นใยสีเทาแกมดำของเชื้อราเจริญคลุมผล
การป้องกันและกำจัด
- โดยการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล แมนโคเซบ หรือ ไธอะเบนดาโซล เป็นต้น จะสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ดี

8.โรคเหี่ยวสับปะรด(โรคเอ๋อ)


สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส Pineapple mealybug wiltassociated virus กลุ่มคลอสเตอโรไวรัส (Closterovirus)
อาการ
ต้นสับปะรดที่เป็นโรคเหี่ยวจะมีอาการเริ่มที่ใบ คือใบจะอ่อนนิ่มมีสีเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อนปลายใบแห้งเป็นสีน้ำตาลจนถึงสีแดงลามสู?โคนใบ ใบลู่ลง แผ่แบนไมตั้งขึ้นเหมือนใบปกติต่อมาต้นจะเหี่ยวและแห้ง รากสั้นกุด ถอนต้นได้ง่าย อาการจะแสดงเด่นชัดหลังบังคับดอก ทําให้ผลสับปะรดไม่พัฒนา มีขนาดเล็ก และเก็บเกี่ยวไม่ได่
การป้องกันและกำจัด
เนื่องจากปัจจุบันไม่มีสารชนิดใดสามารถควบคุมการระบาดของโรคเหี่ยวสับปะรดได้ เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโรคเหี่ยวสับปะรด เกษตรกรจําเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดทั้ง 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ศึกษาสาเหตุและความสําคัญของโรคเหี่ยว
2. ห้ามใช้หน่อพันธุ์หรือจุกพันธุ์สับปะรด จากแหล่งที่มีโรคเหี่ยวระบาด
3. กําจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกสับปะรด
4. สํารวจแปลงต้นปลูกและแปลงต้นตอสับปะรด ตลอดฤดูปลูก อย่างน้อยเดือนละ 1-2ครั้ง
5. จัดทําแปลงผลิตหน่อพันธุ์สับปะรดไว้ใช้เอง โดยให้ปฏิบัติตามข้อกําหนด 1-4 อย่างเคร่งครัด ทั้งในแปลงต้นปลูกและแปลงต้นตอ

9.โรคใบจุดนูนของมะม่วง (Crusry leaf spot)


สาเหตุ : เชื้อรา Zimmermaniella trispora P.Henn
อาการ
ด้านใต้ใบปรากฎตุ่มกลมนูนแข็งสีน้ำตาลเกิดกระจัดการะจายใต้ใบที่แก่ ด้านบนใบจะมีลักษณะเป็นจุดซีดเหลือง จุนนูนมีลักษณะแข็งหลุดจากใบได้ง่ายโดยการแกะหรือถูเบาๆ จุดนูนแข็ง (ascostroma) เป็นที่เกิดของกลุ่มสปอร์ซึ่งเป็นแอสโคสปอร์ ซึ่งเป็นสปอร์ขยายพันธุ์แบบใช้เพศ มี 3 แอสโคสปอร์ ในแต่ละแอสคัส (ascus) จุดนูนแข็งของเชื้อรามีผิวหยาบแตกต่างไปจากจุดนูนแข็งด้านบนใบที่เกิดจากแมลงซึ่งมีขนาดโตผิวเรียบและบางครั้งมีรูเปิด
การป้องกันกำจัด
- รวบรวมใบที่เป็นโรคเผาทำลาย
- ฉีดพ่นป้องกันด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา


สารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดโรคพืช
(Chemical Control of Plant Diseases)

แบ่งตามชนิดเชื้อที่เป็นสาเหตุ
1. สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา (Fungicides)
2. สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อแบคทีเรีย (Bactericide or Bacteriocide) สารบางชนิด เช่นสารประกอบของทองแดงมีคุณสมบัติในการป้องกันกำจัดทั้งเชื้อราบางชนิด และเชื้อแบคทีเรียด้วย นอกจากนี้การกำจัดเชื้อแบคทีเรียอาจจะทำได้โดยการใช้สารที่เป็นสารปฎิชีวนะ (antibiotics)
3. สารเคมีกำจัดไส้เดือนฝอย (Nematicide)

แบ่งตามคุณสมบัติการเข้าสู่พืช
1. สารเคมีที่ออกฤทธิ์แบบสัมผัส (contact fungicide)
ไม่ดูดซึม สารเคมีกลุ่มนี้เมื่อฉีดพ่นลงบนต้นพืชแล้วจะปกคลุมผิวพืชภายนอก ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา หรือยับยั้งการสร้างสปอร์บริเวณที่สัมผัสโดยตรง เป็นสารที่ใช้แบบป้องกัน (protectant) ก่อนที่พืชจะติดเชื้อ สารเคมีกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดโรคได้กว้างขวาง ออกฤทธิ์ได้หลายจุด (multi-site actions) ในขณะที่สารเคมีชนิดดูดซึมมักจะออกฤทธิ์เพียงจุดใดจุดหนึ่ง (single-site action) จึงมีโอกาสน้อยที่โรคพืชจะสร้างความต้านทานต่อสารที่ออกฤทธิ์แบบสัมผัสกลุ่มนี้ได้ เช่น
สารอนินทรีย์ ได้แก่ กำมะถันผง กำมะถันเม็ดละลายน้ำ (sulfur); สารประกอบทองแดง(coppers)
สารอินทรีย์ ได้แก่สารในกลุ่ม
EBDC’s, Ethylene bis-dithiocarbamate: แมนโคเซ็บ-mancozeb; มาเน็บ-maneb; ไทแรม-thiram; ซีเน็บ-zineb
Propylene bis-dithiocarbamate: โปรปิเน็บ-propineb (Antracol)
Phtalimides: แคบแทน-captan; แคบตาโฟล-captafol
Chlorophenyls: คลอโรทาโรนิล-chlorothalonil
2.  สารเคมีชนิดดูดซึม (systemic fungicide)
สารเคมีชนิดนี้เมื่อฉีดพ่นลงบนพืชแล้วจะถูกดูดซึมเข้าไปภายในเนื้อเยื่อพืช  และสามารถเคลื่อนย้ายไปยังส่วนต่างๆ ได้ เหมาะสำหรับการรักษาพืชที่เพิ่งเริ่มเป็นโรค หรือเมื่ออาการของโรคยังไม่รุนแรงนักจึงจะได้ผลดี ได้แก่
- Imidazoles: โปรคลอราส-prochloraz (Octave, Sportak, Mirage), อิมาซาลิล-imazalil (Tilt)
- Piperazines: ไตรโฟลีน-Triforine (Saprol)
- Triazoles: ไตรดิมีฟอน-Triadimefon (Bayleton), เทบูโคนาโซล-Tebuconazole (Folicur), โปรปิโคนาโซล-Propiconazole (Tilt), เฮกซาโคนาโซล-Hexaconazole (Anvil), ไดฟีโนโคนาโซล-Difenoconazole (Amure), ไซโปรโคนาโซล-Cyproconazole (Alto)
- Phenylamides: เมตาแลคซิล-Metalaxyl (Ridomil)
- Benzimidazoles: ไทอาเบนดาโซล-Thiabendazole, เบนโนมิล-Benomyl (Benlate), ไทโอฟาเนต เมทิล-Thiophanate Methyl (Topsin-M), คาร์เบนดาซิม-Carbendazim
- Antibiotics: สะเตรปโตมายซิน-Streptomycin (Streptrol), กาซูดามายซิน-Gasukamycin, วาลิดามายซิน-Validamycin; Nitrophenyls: ไดโนแคบ-Dinocap (Karathane)
- Oxathiins: คาร์บ๊อคซิน-Carboxin (Vitavax)
- Strobilurins: อะโซไซสะโตรบิน-Azoxystrobin (Amistar), เครโซซิม เมทิล-Kresoxim-methyl (Stroby), ไตรโฟลไซสะโตรบิน-Trifloxystrobin (Flint)
- Carbamates: โปรปาโมคาร์บ-Propamocarb (Previcur N)
- Dicarboximides: ไอโปรดิโอน-Iprodione (Rovral), โปรไซมิโดน-Procymidone (Sumilex)
- Phosphonates: ฟอสอีทิล อะลูมิเนียม-Fosetyl Aluminium (Aliette), ฟอสโฟนิค เอซิด -Phosphonic acid (Phostrol)

โรคพืช ( 43 รายการ )



รหัสสินค้า A137

คาร์ดาซิน-เอฟ

คาร์เบนดาซิม

 

รหัสสินค้า A157

ซาพรอล

ไตรโฟรีน



 

รหัสสินค้า A13

เบนซาน่า-เอฟ

คาร์เบนดาซิม


 

รหัสสินค้า A452

เบ็นตัส เอสซี

คาร์เบนดาซิม

 


รหัสสินค้า A493

โมติเวทสีชมพู

เมทาแลกซิล

 

รหัสสินค้า A440

เอสโตเคด

แมนโคเซบ+วาลิฟีนาเลท


 

รหัสสินค้า A105

ลูน่า เซ้นท์เซชั่น

ฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซี่สโตรบิน


 

รหัสสินค้า A160

ฟังกูราน-โอเอช

คอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ 77% WP


 


รหัสสินค้า A142

อมิสตา

อะซอกซีสโตรบิน


 

รหัสสินค้า A116

ไวตาแวกซ์

คาร์บอกซิน

 

รหัสสินค้า A12

โมนีส

แคปแทน 50% WP

 

รหัสสินค้า A109

แอนทราโคล

โพรพิเนบ


 


รหัสสินค้า A28

คาริสมา

โพรพาโมคาร์บ ไฮโดรคลอไรด์ 72.2% SL

 

รหัสสินค้า A108

นาติโว 75 ดับบลิวจี

ทีบูโคนาโซล+ไตรฟลอกซีสโตรบิน

 

รหัสสินค้า A19

เทอราโน

ไดฟีโนโคนาโซล+โพรพิโคนาโซล 15%+15% EC


 

รหัสสินค้า A20

วอแรนต์

ฟอสอีทิล-อะลูมีเนียม

 


รหัสสินค้า A161

จอยท์

ฟลูไตรอะฟอล


 

รหัสสินค้า A115

นอร์ด็อก ซุปเปอร์ 75 ดับเบิลยูจี

คิวปรัสออกไซด์


 

รหัสสินค้า A156

เบ็นตัส

คาร์เบนดาซิม

 

รหัสสินค้า A14

เบนซาน่า

คาร์เบนดาซิม 50% WP

 


รหัสสินค้า A107

ฟลิ้นท์

ไตรฟลอกซีสโตรบิน

 

รหัสสินค้า A126

ฟลาวไซด์

ฟลูอะซินาม

 

รหัสสินค้า A27

แอนดาแม็กซ์

โพรพิเนบ

 

รหัสสินค้า A127

เอธาฟอสทิล

ฟอสอีทิล อะลูมิเนียม

 


รหัสสินค้า A166

ไพรีซาน

คาร์เบนดาซิม

 

รหัสสินค้า A143

สกอร์

ไดฟีโนโคลนาโซล

 

รหัสสินค้า A144

ออติวา

อะซอกซีสโตรบิน+ไดฟีโนโคนาโซล

 

รหัสสินค้า A149

อามูเร่

ไดฟีโนโคลนาโซล+โพรพิโคนาโซล

 


รหัสสินค้า A136

เอธาแลกซิล

เมทาแลกซิล

 

รหัสสินค้า A128

โคปิน่า 85 ดับบลิวพี

คอปเปอร์ ออกซีคลอไรด์

 

รหัสสินค้า A15

แอ็คนาว-เอฟ

คลอโรทาโลนิล 50% SC

 

รหัสสินค้า A26

อินเนอร์

โพรพิโคนาโวล 25% EC

 


รหัสสินค้า A17

ไซม็อกซิเมท

ไซม็อกซานิล+แมนโคเซบ 8%+6% WP

 

รหัสสินค้า A117

ดูมาร์ค

เตตระโคนาโซล

 

รหัสสินค้า A25

พอลลาร์ด

โพรคลาราซ

 

รหัสสินค้า A23

โมติเวท

เมทาแลกซิล 25% WP

 



ไรแดง(1), เพลี้ยแป้ง(10), สาบเสือ(3), แมลงปากดูด(3), หนอนใยผัก(5), เพลี้ยไฟ(15), หนอนชอนใบ(5), เพลี้ยอ่อน(6), แมลงหวี่ขาว(7), เพลี้ยจั๊กจั่น(6), เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(17), หนอน(2), หนอนกระทู้หอม(3), หนอนเจาะสมอฝ้าย(5), หนอนกอ(2), หนอนม้วนใบ(1), หนอนปลอก(1), ด้วงหมัดผัก(1), เพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย(7), โรคผลเน่าในชมพู่(1), โรคราน้ำค้าง(9), โรคกาบแห้งในข้าว(1), เชื้อรา(6), โรคไหม้(7), โรคใบจุด(10), โรคแอนแทรคโนส(10), โรคปื้นเหลืองในกล้วยไม้(2), โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำ(2), โรคใบจุดสีม่วง(5), โรคราแป้ง(2), โรคใบจุดดำ(3), โรคใบจุดสีน้ำตาล(5), โรคใบขีดสีน้ำตาล(2), โรคกาบใบแห้ง(3), โรคเมล็ดด่าง(7), เชื้อราไฟทอบธอรา(1), เชื้อราพิเทียม(1), โรคราสนิม(5), โรคเน่าคอดิน(2), หนอนกระทู้หลอดหอม(1), หนอนกระทู้(5), ขาเขียด(2), เทียนนา(5), กกขนาก(5), กกทราย(6), หนวดปลาดุก(5), วัชพืชใบกว้าง(12), วัชพืชใบแคบ(16), หญ้าข้าวนก(10), หญ้าดอกขาว(16), หญ้ากระดูกไก่(7), กก(8), ผักปอดนา(8), แห้วหมู(7), หญ้านกสีชมพู(13), หญ้าปากควาย(13), หญ้าตีนนก(12), หญ้าตีนติด(11), หญ้าตีนกา(10), ผักเบี้ยหิน(11), ผักโขม(12), ผักโขมหนาม(4), สาบแร้งสาบกา(1), หญ้าแดง(1), หญ้าคา(2), ไมยราบยักษ์(2), หญ้าขน(1), หญ้าชันอากาศ(2), สารบำรุงพืช(3), เร่งออกดอกนอกฤดู(2), เร่งการเจริญเติบโตของพืช(2), ช่วยการเจริญเติบโตของดอกและผล(3), ช่วยส่งเสริมให้พืชติดดอกออกผลดี(8), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช ด้านลำต้น และใบ(6), ช่วยในการผสมเกสร(1), ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช(5), เพลี้ยไฟข้าว(3), แมลงหวี่ขาวยาสูบ(5), เพลี้ยอ่อนลูกท้อ(2), ผักเบี้ยใหญ่(3), น้ำนมราชสีห์(5), กะเม็ง(5), ลูกใต้ใบ(3), โรคเกสรดำ(2), หญ้ายาง(6), ปอวัชพืช(3), โคกกระสุน(3), ตีนตุ้กแก(5), ผักปลาบ(2), หญ้าแพรก(3), หญ้าชันกาด(1), หญ้ารังแก(1), เซ่งใบมน(1), โรคเน่าดำ(3), ขาดธาตุสังกะสี(1), อาการไส้กลวง(2), โรคใบปื้นเหลือง(2), โรคใบขี้กลากในกล้วยไม้(1), หนอนเจาะฝักลายจุด(2), หนอนหัวดำมะพร้าว(2), อาการใบแก้วในส้ม(1), ไรแดงแอฟริกา(1), โรคแคงเกอร์(2), โรคต้นเน่า(1), โรคใบไหม้(4), หนอนห่อใบข้าว(2), หนอนกออ้อย(3), หนอนเจาะผล(2), เพลี้ยไฟพริก(1), แอนแทรคโนส(3), หญ้าพะดอเงียว(2), ผักเสี้ยนผี(3), ถั่วผี(2), โทงเทง(2), หญ้าโขย่ง(2), เพิ่มผลผลิตอละคุณภาพของดอก(1), หญ้าหางนกยูง(1), กระดุมใบเล็ก(2), ผักโขมหิน(2), หอยเชอรี่(2), โรคปลายยอดไหม้(1), โรคใบพุพอง(1), ปาล์มวัชพืช(1), หญ้าขจรจบดอกเหลือง(1), หญ้าไข่เหาหลวง(1), สาบม่วง(5), สอึก(1), ช่วยลดความเป็นด่างของผิวหน้าใบ(1), ช่วยกระตุ้นการแตกตา(3), หญ้ารังนก(2), ครอบจักรวาล(1), ถั่วลิสงนา(1), ขยุ้มตีนหมา(1), หญ้าละออง(1), แมลงสาบ(1), มด(1), ตัวสามง่าม(1), แมลงคลาน(1), หญ้ามาเลเซีย(1), หญ้าเห็บ(1), หญ้าขจรจบดอกใหญ่(1), กระดุมใบใหญ่(1), ไมยราบ(2), ผักคราดหัวแหวน(1), ผักเสี้ยนขน(1), กกดอกเขียว(1), กกตุ้มหู(1), หญ้าดอกขาวไร่(1), ตำแยแมว(1), หญ้าหางนกยูงใหญ่(2), โรคใบแก้ว(1), ช่วยเสริมสร้างคลอโรฟิลล์(1), ควบคุมการออกดอกนอกฤดู(1), โรคเหี่ยวจากเชื้อรา(1), โรคเถาแตกยางไหล(1), โรคยางไหล(1), โรคเหี่ยวที่เกิิดจากเชื้อแบคทีเรีย(1), โรครากบวม(1), โรครากเน่า(4), โรคลำต้นไหม้(2), โรคกิ่งไหม้(1), โรคเหี่ยว(1), โรคตายพราย(1), ส่งเสริมการออกดอก(1), เพิ่มจำนวนช่อดอก(1), ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช(1), กระดุมใบ(1), เปล้าทุ่ง(1), หญ้าหวาย(1), กระเม็ง(1), โรคดอกจุดสนิม(1), หญ้าขจรจบดอกเล็ก(1), กระตุ้นการออกดอกและเสริมสร้างคุณภาพเนื้อผล(1), กระตุ้นการแตกกอ (1), กระตุ้นการเจริญเติบโต(1), กระตุ้นการออกดอก(1), ช่วยให้พืชทนแล้ง(1), หนามกระสุน(1), หญ้าเขมร(1), ผักยาง(1), โสนหางไก่(1), หนอนด้วงอ้อย(2), ด้วงหนวดยาว(1), ด้วงเต่าแตง(1), แมลงดำหนามมะพร้าว(2), ด้วงเต่ามะเขือ(1), ตัวอ่อนด้วงเต่าแตง(1), โรครากเน่าโคนเน่า(2), โรครากเน่าคอดิน(1)